Tags

ต้นกำเนิดตามพรลิงค์

(1/1)

วิภีษณพราหมณ์:





ต้นกำเนิดตามพรลิงค์
คำว่า “ตามพรลิงค์”  ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุดในศิลาจารึกหลักที่  24  พบที่วัดเวียง   อำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี   จารึกด้วยอักษรขอม   ภาษาสันสกฤต  ปรากฏคำว่า  “ ตามพรลิงเคศวระ ”    กับ  “ ตามพรลิงเคศวร ”   มีทั้งสิ้น   2  คำ   และมีความหมายเดียวกันคือเป็นชื่อสถานที่หมายถึงเมือง   เพราะในรูปประโยคแปลได้ความว่า  “พระเจ้าผู้ครองเมืองตามพรลิงค์”  หรือ  “พระผู้เป็นใหญ่ในตามพรลิงค์” พระ ผู้เป็นใหญ่ในเมืองตามพรลิงค์ในจารึกหลักที่  24  มีพระนามว่า  พระเจ้าจันทรภาณุ  ทรงเป็นพระธรรมราชาผู้ทรงศิริ   มีราชนิติเทียบเท่าพระเจ้าธรรมาโศก   ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือราชวงศ์ทั้งหมด   ทรงปกครองปัทมวงศ์    ทรงพระราชสมภพเพื่อยังประชาชนที่ถูกชนชาติต่ำปกครองมาแล้วให้สว่าง รุ่งเรือง   เป็นบุญของมนุษย์ที่มีพระราชาองค์นี้   ในจารึกระบุปีศักราชตรงกับ พ.ศ. 1773
ชื่อเมืองตามพรลิงค์นี้ไปพ้องกับชื่อ  ตันหม่าหลิง  ในหนังสือจูฟานฉี   ของนายด่านศุลกากรชาวจีนชื่อ เจาจูกัว    เขียนเมื่อ พ.ศ. 1768  ดังนั้นชื่อตันหม่าหลิง  จึงน่าจะมาจากเมืองตามพรลิงค์ค่อนข้างแน่นอน   แต่ชื่ออื่นๆในภาษาจีนก่อนหน้านี้  ได้แก่  เต็งหลิวเหมย   ตันเหมยหลิว   และจูเหมยหลิว  ยังไม่อาจสรุปได้ชัดว่าเป็นชื่อเดียวกับตามพรลิงค์หรือไม่     เพราะในรายละเอียดการบรรยายสภาพบ้านเมือง   สามารถตีความได้หลากหลายโดยอาจเป็นเมืองอื่นๆบริเวณรอบอ่าวไทยแถบจังหวัด ราชบุรีก็ได้   เพราะมีการกล่าวถึงภูเขาที่เป็นสัญลักษณ์ในพุทธศาสนา  ซึ่งที่จังหวัดราชบุรีมีถ้ำต่างๆที่แกะสลักพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีติดผนัง ถ้ำ   เช่น  ถ้ำในเทือกเขางู   เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเป็นบ้านเมืองที่นับถือพุทธศาสนาตามที่ปรากฏใน บันทึกของจีน    จึงมีนักวิชาการท่านอื่นๆตีความว่า   เต็งหลิวเหมย  อาจเป็นบ้านเมืองในภาคกลางก็ได้   ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเต็งหลิวเหมยจะเป็นชื่อเดียวกับตันหม่าหลิง

                                ในหนังสือประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชหลายเล่ม   โยงใยคำว่าตามพรลิงค์กับชื่อสถานที่ที่ปรากฏในคัมภีร์มหานิทเทศ  ติสสเมตเตยยสูตร   ซึ่งเป็นวรรณคดีอินเดียโบราณ   แต่งด้วยภาษาบาลี   เข้าใจว่าน่าจะเขียนขึ้นราวพุทธศตวรรษที่  8   กล่าวถึงการเดินทางของนักเผชิญโชคเพื่อแสวงหาโชคลาภ  ความร่ำรวยในดินแดนต่างๆ   ชื่อเมืองที่ปรากฏในคัมภีร์มหานิทเทศน่าจะเป็นเมืองท่าในภูมิภาคต่างๆที่ อยู่บนเส้นทางการค้าและการเดินเรือ  ได้แก่  เมืองท่าในอินเดีย   เมืองอเล็กซานเดรียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน   ศรีลังกา   พม่า   ชวา  และคาบสมุทรมลายู    ในจำนวนเมืองท่าเหล่านี้มีอยู่เมืองหนึ่งชื่อ  “กะมะลิงหรือตมะลิง”   บ้างก็ออกเสียงเป็น  “ กมะลีหรือตมะลี” (Tamali)

                                เมืองท่ากะมะลิงหรือตมะลิงนี้   นักปราชญ์ทางโบราณคดีเคยเสนอว่า  ถ้านำคำว่า  “ ตมะลิง ”  ไปบวกกับคำว่า  “ คม ”   จะกลายเป็น “ ตมลิงคม ”  หรือ “ ตมพลิงคม ”   ซึ่งต่อมามีผู้นำชื่อ  “ ตมพลิงคม ”  ไปอ้างต่อว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นที่ปรากฏในคัมภีร์มหานิทเทศ  จึงมีผู้ตีความต่อๆกันมาเป็นลูกโซ่ว่า  ชื่อเมืองตมพลิงคม   อันหมายถึงเมืองตามพรลิงค์นั้นมีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  8

                                การตีความดังกล่าวนี้แม้ว่าพอจะมีเค้าอยู่บ้าง  แต่ก็มิได้หมายความว่าเมืองท่ากะมะลิงเป็นเมืองที่มีอำนาจปกครองเมืองอื่นๆ เหมือนกับเมืองตามพรลิงค์ในจารึกพระเจ้าจันทรภาณุ   เมื่อพุทธศตวรรษที่  18   ข้าพเจ้าอยากให้นักศึกษาประวัติศาสตร์มองบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เชิง วิวัฒนาการ  โดยระมัดระวังที่จะไม่ใช้คำว่า  อาณาจักร ( Kingdom ) ในกรอบความคิดของนักวิชาการชาวตะวันตกเป็นเกณฑ์  เช่น  การกล่าวถึงขอบเขตของอาณาจักร  หรือการกล่าวถึงอาณาจักรในยุคต้นจนถึงยุคอวสานของอาณาจักร  เป็นต้น   เพราะสภาพการเมือง  การปกครองของเมืองโบราณในภูมิภาคนี้มีลักษณะเป็นแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่มี อิสระในการปกครองตนเอง   เมืองๆหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่โตมาก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาก่อนพุทธศตวรรษที่  14     หากพิจารณาโดยอาศัยหลักฐานความก้าวหน้าของการศึกษาวิชาโบราณคดีในพื้นที่คาบ สมุทรภาคใต้   จะเห็นบ้านเมืองใหญ่น้อยที่ตั้งอยู่แถบอ่าวบ้านดอน   สันทรายนครศรีธรรมราช   คาบสมุทรสทิงพระ   และที่ราบลุ่มแม่น้ำปัตตานี   โดยเห็นการสถาปนาอำนาจของผู้ปกครองและเห็นลักษณะความแตกต่างของวัฒนธรรมค่อน ข้างหลากหลาย

                                สำหรับเมืองท่ากะมะลิงในคัมภีร์มหานิทเทศ  แม้นักประวัติศาสตร์จะสรุปตรงกันว่าอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนครศรี ธรรมราชในปัจจุบัน   แต่ถ้าให้ชี้ลงไปในจุดเล็กๆบนแผนที่ว่า  เมืองกะมะลิงเมืองท่าในพุทธศตวรรษที่  8  ตั้งอยู่ที่ตำบล  อำเภอใดของนครศรีธรรมราช    ข้าพเจ้าคิดว่าหลายท่านคงเกิดอาการลังเลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย   แต่ละท่านอาจจะชี้กันไปคนละทิศเลยก็เป็นได้
                                ก่อนที่เราจะวิเคราะห์ว่าเมืองท่ากะมะลิงอยู่ที่ไหน  เราลองมาดูความหมายของคำว่า  “ตามพรลิงค์” กันก่อน  เผื่อจะได้แนวคิด(Idea)ดีๆไปตอบโจทย์เรื่องกะมะลิง    ศาสตราจารย์แสง   มนวิทูร  ผู้เชี่ยวชาญการอ่านจารึก  (ท่านเป็นผู้อ่านจารึกหลักที่ 24   ภายหลังจากที่ศาสตราจารย์เซเดส์เคยอ่านมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง)อธิบายว่า   ตามพรลิงค์  คือ  ตเมพ  แปลว่า  ทองแดง   ลิงค์  คือพระอิศวรหรือสัญลักษณ์ของพระอิศวร   พอแปลความรวมกันก็มีการตีความหมายไปหลากหลาย  แต่ส่วนใหญ่ก็แปลว่า  “ลิงค์ทองแดง”     พร้อมทั้งอธิบายว่าเหตุที่เรียกว่าตามพรลิงค์   เพราะว่าศาสนาพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองมาก   หลักฐานโบราณวัตถุ  โบราณสถานในเมืองนครศรีธรรมราชก่อนพุทธศตวรรษที่ 14-15  กว่าร้อยละ  80-90  ล้วนเป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น
                                ถ้า ใช้คำว่า  “ตามพรลิงค์”  เป็นเสมือนลายแทง    ผู้วิเคราะห์ลายแทงก็ตามมาถูกทางแล้ว   เพียงแต่ยังลังเลเมื่อเข้าใกล้จุดที่เป็นกรุสมบัติ   บางท่านก็ได้เห็นกรุสมบัติแล้วแต่ยังไม่รู้สึกตัวว่าพบตามพรลิงค์    ด้วยมีเส้นผมบังภูเขาลูกเบ้อเริ่มปิดตาไว้   ปริศนาการแปลความหมายของคำว่าตามพรลิงค์ไปผูกพันอยู่กับคำว่า  ลิงค์ทองแดงมากจนเกินไป   จึงเกิดความสับสนว่าตรงไหนที่มีลิงค์ทำจากทองแดง  หรือบางท่านก็ว่ามีการนำดินสีแดงไปพอกทาศิวลึงค์ให้กลายเป็นสีแดง   บางท่านก็ตีความว่าหมายถึงแผ่นดินที่มีดินเป็นสีแดง

                                หากวิเคราะห์คำว่าตามพรลิงค์ใหม่อีกครั้ง   สิ่งที่ปรากฏในคำว่าตามพรลิงค์   ที่สำคัญคือคำว่า  “ลิงค์”  (ลิงค-Linga เป็นภาษาสันสกฤต)   ในภาษาไทยเรียกว่า  “ลึงค์”    และคนไทยก็นิยมเรียกลิงค์ของฮินดูว่า  “ศิวลึงค์”   ในประเทศ อินเดียไม่นิยมเรียก  ลิงค์  ว่า  ศิวลิงค์   แต่เรียกว่า  ลิงค์  เพียงคำเดียว  ซึ่งความหมายของคำว่าลิงค์  ในทางศาสนาก็ไม่มีใครคิดว่ามันคือ  อวัยวะสืบพันธุ์ผู้ชายทั่วไป     แต่ลิงค์หมายถึงพระศิวะ   เมื่อหมายถึงพระศิวะก็ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อเจ้าของหรือเติมคำว่า  “ศิวะ”  นำหน้าคำว่า “ลิงค์”อีก   เพราะมีเทพเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ปรากฏเป็นลิงค์   ลิงค์จึงหมายถึงพระศิวะ     นายคงเดช   ประพัฒน์ทอง   นักโบราณคดีอาวุโสผู้ล่วงลับไปเมื่อ  10 กว่าปีที่แล้ว   เรียกพื้นที่ในเขตอำเภอสิชล และอำเภอท่าศาลา   อันเป็นบริเวณที่พบหลักฐานโบราณวัตถุ  โบราณสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์หนาแน่นที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า   “ไศวภูมิมณฑล”    แปลว่า  มณฑลสถานแห่งพระศิวะ    ข้าพเจ้าขอต่อยอด ให้ว่านี่คือเมืองของพระศิวะ   หรือก็คือเมืองตามพรลิงค์นั่นเอง   ชื่อตามพรลิงค์ หรือตามพรลิงเคศวร ในระยะแรกๆอาจเป็นชื่อลิงค์ที่ได้รับการสถาปนาบนยอดเขาที่มีลักษณะเป็นศูนย์ กลางของจักรวาลก็ได้
เขาคา : ศูนย์กลางจักรวาลของเมืองตามพรลิงค์

                                เมื่อฤดูร้อนปี พ.ศ. 2543  ข้าพเจ้าและนักโบราณคดีรุ่นน้องไปขุดค้นอยู่ที่เขาศรีวิชัย (หรือเขาพระนารายณ์ในชื่อเดิม)   อำเภอพุนพิน  จังหวัดสุราษฎร์ธานี     เขาศรีวิชัยเป็นภูเขาลูกโดด           ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่  กว้างประมาณ 100 เมตร  ยาวประมาณ  650  เมตร   บนยอดเขามีเนินโบราณสถานตั้งอยู่ตลอดแนวสันเขาประมาณ  8 เนิน       ณ  ภูเขาแห่งนี้เคยพบเทวรูปพระวิษณุหรือพระนารายณ์ขนาดเท่าคนจริง  (สูงประมาณ  170 เซนติเมตร)   อยู่บนยอดเขาทางด้านทิศเหนือ   ต่อมาได้มีการนำพระนารายณ์องค์นี้ไปไว้ที่กรุงเทพฯเมื่อ  80  กว่าปีมาแล้ว   ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  พระนคร   หลังจากนั้นก็ได้พบเทวรูปพระนารายณ์อีก  3  องค์ในสภาพไม่สมบูรณ์  หลักฐานที่กล่าวมานี้ชี้ให้เห็นว่าโบราณสถานบนยอดเขาควรจะเป็นเทวสถานเพื่อ บูชาพระวิษณุในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย

                                ในการขุดค้นครั้งนี้สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือ   การค้นพบฐานหินทรงปิระมิดยอดตัด  ที่เกิดจากการนำก้อนหินขนาดใหญ่มาก่อเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ  ตั้งแต่เชิงเขาขึ้นไปในรูปฐานปิระมิดจนถึงยอดเขาก็จะปรับพื้นข้างบนให้เป็น ที่ราบเรียบ   ฐานปิระมิดนี้จึงได้รับชื่อเรียกว่าฐานปิระมิดยอดตัด   ระหว่างการเรียงหินได้ถมดินลูกรัง    ก้อนหินขนาดใหญ่   หินที่ถูกทุบให้แตกเป็นก้อนเล็กๆ     ถมอัดลงไปบนภูเขาธรรมชาติที่มีระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน   เมื่อถึงยอดเขาก็ปรับพื้นที่ให้เป็นแนวระนาบเรียบเพื่อสร้างเทวาลัย ศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา   สิ่งก่อสร้างที่กล่าวถึงนี้เป็นการดัดแปลงภูเขาธรรมชาติให้กลายเป็นภูเขา ศักดิ์สิทธิ์   ด้วยฝีมือของแรงงานจำนวนมากที่คงมีระบบการควบคุม   จัดการและดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ   ถึงแม้ว่าความศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งในการ สร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา   แต่ในการก่อสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ที่ต้องเกณฑ์แรงงานคนจำนวนมาก   น่าจะมีสิ่งที่แฝงอยู่และสิ่งนั้นก็คืออำนาจรัฐ   หรืออำนาจทางการเมืองการปกครองที่เข้ามาดำเนินการให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งของผู้ปกครอง   ซึ่งเข้าใจว่าผู้ปกครองในยุคนี้ (ประมาณพุทธศตวรรษที่  12-14)   น่าจะยกระดับเป็นพระราชาหรือกษัตริย์มิใช่ผู้นำหมู่บ้านธรรมดาๆ

                                จากหลักฐานที่เขาศรีวิชัยเป็นกระจกสะท้อนภาพศาสนสถานบนยอดเขาในเมืองนครศรี ธรรมราชที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ   เขาคา   ในเขตอำเภอสิชล  ซึ่งเป็นภูเขาลูกโดด   บนยอดเขานี้มีเทวสถานเรียงรายกันหลายหลัง  ที่น่าสนใจที่สุด  คือโบราณสถานที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของเขาคา   สภาพปัจจุบันค่อนข้างรก   ยังมิได้ขุดแต่งศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรม   จึงยังมิได้พัฒนาแต่อย่างใด   อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของโบราณสถานอยู่บริเวณยอดเขาคนละเนินกับโบราณสถานก่อ อิฐทางยอดเนินด้านทิศใต้   จึงทำให้เป็นที่ลับตา   คนทั่วไปที่ไปเยี่ยมชมเขาคาจึงเดินทางไปไม่ถึง

                                สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของเนินโบราณสถานทางทิศเหนือคือ  มีโขดหินธรรมชาติแท่งใหญ่โผล่พ้นดินขึ้นมาในมุมเอียงประมาณ  70 –80  องศา    สูงประมาณ  2  เมตรเศษ   ก้อนหินนี้มีร่องรอยการกะเทาะที่ขอบส่วนบนให้มีลักษณะคล้ายเส้นเอ็นของส่วน หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย  เรียกว่าเส้นพรหมสูตร  ซึ่งจะสลักเป็นเส้นดิ่งบนส่วนหน้าแล้วลากลงมาทางซ้ายและขวา ลากไปพบกันด้านหลังเรียกว่า  เส้นปารศวสูตร   แม้ว่าแท่งหินธรรมชาติแท่งนี้จะมีเส้นลักษณะของพรหมสูตรและปารศวสูตรไม่ ชัดเจนเหมือนส่วนสำคัญของมานุษลึงค์ (ลึงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้น)   แต่องค์ประกอบอื่นๆที่ประกอบกันเป็นศาสนสถานบ่งชี้ว่าแท่งหินนี้มิใช่แท่ง หินธรรมดาๆ  แต่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ

                                องค์ประกอบที่กล่าวถึงนี้  ได้แก่  แนวหินที่ก่อเรียงซ้อนกัน  3  แถวในลักษณะยกเป็นแท่นภายในถมดินแล้วปรับด้านบนให้เรียบ   อยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด  14.20 x 16  เมตร   ก่อล้อมแท่งหินที่น่าจะเป็นศิวลึงค์ไว้ตรงกลาง   ถัดจากแนวแท่นหินออกไปด้านนอกมีลักษณะสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากการนำก้อนหินมา ก่อเรียงกันเป็นแนวเขตคล้ายกำแพงแก้วเพื่อกำหนดขอบเขตศาสนสถาน   มีผังเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส   กว้าง-ยาวประมาณด้านละ  34.50  เมตร   แนวหินขอบนอกที่ครั้งแรกข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นกำแพงแก้วนี้ก็พบที่โบราณสถาน บนยอดเขาศรีวิชัย   แต่เมื่อดำเนินการขุดค้น  ขุดแต่งโบราณสถานแล้วจึงพบว่าสิ่งนี้คือ  ฐานหินทรงปิระมิดยอดตัด   ไม่ใช่กำแพงแก้วที่ก่อล้อมเพื่อกำหนดเขตโบราณสถาน    เพราะฉะนั้นแนวฐานหินที่เขาคาก็น่าจะสร้างด้วยเทคนิคเดียวกันกับโบราณสถาน ที่เขาศรีวิชัย   คือมีการนำก้อนหินขนาดใหญ่ก่อเรียงมาจากเชิงเขาในรูปทรงของฐานปิระมิด  เมื่อถึงยอดเขาก็ปรับพื้นที่ให้เรียบโดยการถมอัดปรับพื้นและปรับระดับแล้ว ก่อสร้างเทวสถานบนยอดเขา   ดังนั้นแท่งหินธรรมชาติที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนฐานหินนี้จะต้องเป็น สัญลักษณ์สูงสุดทางศาสนา    ซึ่งจะเป็นอะไรอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก  “ศิวลึงค์”

                                บางท่านเรียกศิวลึงค์ที่โบราณสถานแห่งนี้ว่า  “ลิงคบรรพต”         อาจารย์ก่องแก้ว   วีระประจักษ์  ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านภาษาโบราณ  กรมศิลปากร ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการอธิบายว่าสิ่งใดคือลิงคบรรพตว่า   ให้ดูที่องค์ประกอบแวดล้อมของสถานที่นั้น   ถ้ามีองค์ประกอบแวดล้อมชัดเจนว่าสิ่งนั้นสร้างขึ้นหรือปรับใช้เพื่ออุทิศ ถวายแต่พระศิวะโดยการสถาปนาศิวลึงค์ธรรมชาติบนยอดเขา    สิ่งนั้นก็จะเป็นลิงคบรรพตคือ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์

                                ในแคว้นปาณฑะรังคะซึ่งเป็นของพวกจามทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม   มีภูเขาลูกหนึ่งตรงปลายแหลมบนยอดภูเขาที่เด่นตรงออกมาคล้ายกับแท่งศิวลึงค์  เขาลูกนี้เห็นได้ทั้งจากที่ราบภายในและจากทะเล  โดยเฉพาะจากทะเลนั้น  เป็นสิ่งที่นักเดินเรืออาจใช้สังเกตเป็นสัญลักษณ์ของภูมิประเทศ (Land  mark)  ว่าได้เดินทางมาถึงชายฝั่งทะเลของเมืองใดแล้ว    ดูเหมือนความโดดเด่นของภูเขาที่มีเดือยคล้ายศิวลึงค์อยู่บนยอดเขานี้ได้มี ผู้จดบันทึกไว้ในจดหมายเหตุจีนโบราณ  และเรียกภูเขาลูกนี้ว่าลิงคบรรพต

                                มีเขาสูงอีกลูกหนึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง  ในเขตเมืองจัมปาสัก  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   มีชื่อว่าภูเก้า   สูงตระหง่านอยู่เหนือที่ราบลุ่มของเมืองจัมปาสัก   บนยอดเขามีเดือยหรือแท่งหินที่ดูคล้ายลึงค์ธรรมชาติ    ตรงไหล่เขาและเชิงเขาลูกนี้เป็นที่ตั้งปราสาทขอมที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้า สุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545-1593) แห่งอาณาจักรกัมพูชา   เรียกกันทั่วไปในปัจจุบันว่า  ปราสาทวัดภู   เป็นปราสาทขนาดใหญ่และสวยงามไม่แพ้เขาพระวิหาร         รองศาสตราจารย์ศรีศักร   วัลลิโภดมตีความว่าบริเวณที่เป็นเมืองจัมปาสักเดิมมีเมืองขอมรูปสี่เหลี่ยม เกือบเป็นจัตุรัสตั้งอยู่  เป็นร่องรอยของเมืองเศรษฐปุระ   และมีความเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในสมัยเจนละที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเมืองสำคัญของเจนละบก  ร่องรอยของเมืองเศรษฐปุระที่มีมาก่อนเมืองพระนคร  (Angkor)   ปราสาทวัดภู  และภูเก้า    ที่มีศิวลึงค์ธรรมชาตินั้นก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความนึกคิดของคนเจนละ และขอมโบราณที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเมืองที่สัมพันธ์กับภูเขา ศักดิ์สิทธิ์

                                ดังนั้นแท่งหินที่โบราณสถานด้านทิศเหนือของเขาคาจึงเข้าข่าย  “ลิงคบรรพต”  เป็นการเลือกสรรชัยภูมิที่มีความเหมาะสมกับคติความเชื่อทางศาสนา  จึงเกิดบูรณาการของการสร้างบ้านแปงเมืองที่ผูกพันกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์   โดยที่ภูเขาลูกนี้มีลึงค์ที่พระศิวะทรงประทานมาให้   เป็นลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เรียกว่า “สวยัมภูลึงค์”    หากสวยัมภูลึงค์เกิดการแตกหักไปต้องเอาทองหรือทองแดงไปซ่อม   จึงสันนิษฐานว่าสวยัมภูลึงค์หรือลิงคบรรพตนี้อาจเป็นที่มาของคำว่า  “ตามพรลิงค์”   และเป็นศาสนสถานแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนเขาคา       ในลักษณะเทวสถานกลางแจ้งที่ไม่มีตัวอาคารคลุม   สร้างกลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ   หลังจากนั้นต่อมาจึงได้มีการสร้างเทวสถานก่ออิฐเพิ่มเติมขึ้นทางยอดเนินด้าน ทิศใต้

                                บนเกาะชวาภาคกลางมีจารึกกล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ที่เขาวูกีร์  เมื่อ พ.ศ.1275  โดยพระเจ้าสัญชัย   ตามคติความเชื่อที่ว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้พระศิวะสามารถเข้ามาสู่องค์ กษัตริย์และให้ความเป็นอมตะแก่พระองค์   ต่อมาที่เกาะชวาภาคตะวันออก    พระเจ้าเกียรตินครได้ประดิษฐานศิวลึงค์ไว้ในห้องกลางของจันทิสิงหัดส่าหรี  เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่  19

                                ในเขมรสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  2  ได้ประดิษฐานลัทธิเทวราช  หมายถึงลัทธิที่ถือว่าพระราชาได้รับอำนาจจากพระศิวะผ่านพราหมณ์  และพราหมณ์จะประดิษฐานอำนาจของพระราชาที่ศิวลึงค์ซึ่งสร้างขึ้นบนภูเขาโดย สมมติว่าศิวลึงค์นั้นประดิษฐานบนยอดเขาพระสุเมรุ  ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลก   โดยประกอบพิธีประดิษฐานศิวลึงค์ขึ้นบนเขาพนมกุเลน (มเหนทรบรรพต)  ในพุทธศตวรรษที่  14  ด้วยคติความเชื่อนี้ศิวลึงค์จึงแพร่หลายมากในกัมพูชา

                                ในจัมปา(เวียดนาม)พบจารึกจำนวน  130  หลัก มีถึง  92  หลัก  ที่กล่าวถึงพระศิวะ  จารึกมิเซิน (พ.ศ. 1200)  กล่าวว่าพระเจ้าภัทรวรมันทรงประดิษฐานศิวลึงค์นามว่า  ภัทเรศวร  ที่เทวสถานมิเซิน  ซึ่งเป็นเทวสถานแห่งแรกของจัมปา    และเป็นประเพณีสืบต่อมาว่ากษัตริย์องค์ต่อมาต้องประดิษฐานศิวลึงค์   ซึ่งมีศิวลึงค์ที่ประดิษฐานโดยกษัตริย์จัมปาทั้งหมด  12  องค์

                                คติความเชื่อเรื่องการประดิษฐานศิวลึงค์บนยอดเขาแพร่กระจายไปทั่วอุษาคเน ย์   เริ่มตั้งแต่รัฐเก่าแก่ที่สุดเช่นรัฐฟูนัน  เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  8-11  ก็เป็นรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย   พระราชาแห่งฟูนันมีสมญาว่า  กษัตริย์แห่งภูเขา ( King  of  the  mountain)   ดังนั้นศิวลึงค์และภูเขาศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างบ้านแป งเมืองและการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์ที่อิงอยู่กับหลักความเชื่อทางศาสนา   ที่เปรียบพระราชาเป็นดั่งพระจักรพรรดิราช   พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เหนือพระราชาอื่นๆทั้งปวงในจักรวาล   จึงได้มีพิธีกรรมสถาปนาศิวลึงค์ขึ้นบนยอดเขาที่สมมติให้เป็นเขาพระสุเมรุอัน เป็นแกนกลางของจักรวาล   บ้านเมืองของพระจักรพรรดิราชพระองค์นั้นจึงเป็นดั่งศูนย์กลางของโลก   มีอำนาจสูงสุดในจักรวาล    ความเจริญรุ่งเรืองของรัฐจึงผูกพันกับการทำพิธีบูชาศิวลึงค์

                                บนยอดเขาคามีเทวสถานทั้งสิ้น  5  หลัง  เทวสถานด้านทิศเหนือที่มีสวยัมภูลึงค์เป็นเทวสถานที่ไม่มีอาคารคลุม   เข้าใจว่าเป็นเทวาลัยรุ่นแรกบนเขาคาที่ก่อสร้างโดยการดัดแปลงภูเขา ธรรมชาติให้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์  โดยนำก้อนหินมาก่อเป็นฐานโอบล้อมภูเขาในส่วนที่เป็นฐานของเทวาลัย     เพื่อประดิษฐานศิวลึงค์ธรรมชาติหรือ สวยัมภูลึงค์   เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นยุคแรกของเมืองตามพรลิงค์น่าจะเริ่มต้นประมาณพุทธ ศตวรรษที่  12  เป็นอย่างช้า  กษัตริย์องค์ต่อๆมาของเมืองตามพรลิงค์คงจะสร้างเทวาลัย(วิมาน)ประจำ พระองค์     โดยการประดิษฐานศิวลึงค์ที่เรียกว่า  มานุษลึงค์  คือลึงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่บ่งบอกไว้ในอาคม   คือมานุษยลึงค์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ  3  ส่วน  คือส่วนล่างสุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า   พรหมภาค   ส่วนกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยมเรียกว่า   วิษณุภาค  และส่วนยอดเป็นรูปทรงกระบอกยอดมนเรียกว่ารุทรภาค    ศิวลึงค์นี้จะวางอยู่บนฐานที่ทำเป็นแท่นมีร่องน้ำหรือพวยยื่นออกมาทำหน้าที่ รองรับน้ำสรงศิวลึงค์  แท่นฐานศิวลึงค์นี้เป็นสัญลักษณ์แทนรูปโยนิ (อวัยวะเพศหญิง)  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพีตามคติการบูชาอิตถีพละในลัทธิศักติ    ซึ่งบนยอดเขาคาได้พบฐานโยนิที่สวยงามจำนวน  2  แท่นฐาน ที่โบราณสถานหมายเลข  2  และ 4        อาคารโบราณสถานหมายเลข  2  เป็นอาคารก่ออิฐขนาดใหญ่มีฐานสูง    เป็นเทวาลัยประธานที่สร้างขึ้นเพื่อการประดิษฐานศิวลึงค์   ในการขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ได้พบวัตถุมงคลที่ใช้ประกอบในพิธีวางศิลาฤกษ์ (คงฝังไว้ใต้ฐานอาคาร)  เช่นเดียวกับเทวสถานในอินเดีย    พิธีวางศิลาฤกษ์หมายถึงการประกอบพิธีกรรมในการวางรากฐานของจักรวาลหรือหลัก แห่งจักรวาล  วัตถุมงคลที่พบได้แก่   แผ่นทองคำรูปช้างในลักษณะช้างค้ำที่เชิงเขาพระสุเมรุ  อันหมายถึงศาสนสถานนั้นคือศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง    ดังนั้นผู้ที่สร้างเทวสถานบนยอดเขาคาควรจะเป็นพระมหากษัตริย์   ซึ่งเมืองๆนั้นน่าจะเป็นเมืองตามพรลิงค์มากกว่าเมืองใด     ตัวเมืองคงประกอบด้วยหมู่บ้านใหญ่น้อยที่รายล้อมรอบอยู่ในบริเวณพื้นที่ราบ รอบเขาคาและพื้นที่รอบนอก  ซึ่งปัจจุบันได้พบแหล่งโบราณคดีจำนวนมากในพื้นที่ราบตั้งแต่คลองท่าเรือรี   คลองท่าควาย     คลองท่าเชี่ยว   คลองท่าทน   คลองท่าลาด   คลองหิน   คลองกลาย   คลองท่าสูง   คลองท่าพุด   ลงมาถึงคลองปากพยิง  จนเข้าเขตคลองท่าดีและคลองท่าเรือ
ตามพรลิงค์บนหาดทรายแก้ว
                                เมื่อ พ.ศ.1773  ยังปรากฏชื่อเมืองตามพรลิงค์ในจารึกหลักที่  24  ของพระเจ้าจันทรภาณุ  ศรีธรรมราช   หากนับย้อนกลับขึ้นไปถึงยุคตามพรลิงค์ที่เริ่มต้น  ณ  เขาคาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  12   ก็จะกินเวลาประมาณ  600  ปี    ระยะเวลายาวนานเช่นนี้น่าจะเกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงมากมายในเมืองตามพร ลิงค์  เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานว่าสิ่งนั้นคืออะไร   ถึงกระนั้นอย่างน้อยที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่  16  ก็ปรากฏหลักฐานจากภายนอกที่น่าจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเมืองตามพร ลิงค์   นั่นคือสงครามจากโจฬะ

                                ในจารึกเมืองตันชอร์ของพระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่  1  แห่งอินเดียใต้   กล่าวถึงการยกกองทัพของพระเจ้าราเชนทร์เข้าปล้นสดมภ์เพื่อตัดทอนอำนาจของศรี วิชัยในหมู่เกาะทะเลใต้   เมื่อปี พ.ศ. 1568  ทั้งนี้เพราะศรีวิชัยดำเนินนโยบายผูกขาดการค้าทำให้โจฬะไม่พอใจ   ความตอนหนึ่งของจารึกเมืองตันชอร์  กล่าวว่า  พระเจ้าราเชนทร์ส่งกองทัพเรือขนาดใหญ่ยึดประตูชัยที่ชื่อว่า “วิทยาธรโตรณะ”  ซึ่งอยู่ตรงประตูชัยของนครหลวงที่ชื่อ  “ศรีวิชัย”   นอกจากนี้พระเจ้าราเชนทร์ยังยกทัพเข้ายึดและปล้นสดมภ์เมืองต่างๆจำนวน  12  เมือง  ซึ่งสันนิษฐานว่าตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูและเกาะสุมาตรา     1ใน 12  เมืองนี้มีชื่อเมือง “มาทมาลิงคัม”   ปรากฏอยู่ด้วย   นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าคือเมืองตามพรลิงค์  (อย่างน้อยที่สุดก็ปรากฏคำว่า “ลิงคม” ในขณะที่เมืองอื่นๆไม่มีเมืองใดลงท้ายด้วยคำนี้)    หมายความว่าชื่อตามพรลิงค์ถ้าหากมีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  12  ก็ยังดำรงอยู่สืบต่อมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16  จนถึงพุทธศตวรรษที่  18      การโจมตีของโจฬะน่าจะส่งผลกระทบต่อเมืองตามพรลิงค์อย่างแน่นอน  เพียงแต่เราไม่มีหลักฐานว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน   เพียงใด  ถึงขั้นต้องย้ายเมือง(ศูนย์กลาง)หรือไม่

                                อย่างไรก็ตามเมื่อถึงสมัยของพระเจ้าจันทรภาณุผู้เป็นใหญ่ในตามพรลิงค์   เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่  18  มีหลักฐานค่อนข้างแน่ชัดว่าเมืองตามพรลิงค์  คือเมืองที่ตั้งอยู่บนสันทรายที่เรียกว่า  หาดทรายแก้ว   และศาสนาในเมืองตามพรลิงค์ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นพุทธศาสนาที่พระราชามีราชนิติ เทียบเท่าพระเจ้าธรรมาโศกราช(แห่งอินเดีย)   พระเจ้าจันทรภาณุ  ศรีธรรมราชก็มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับทางลังกา   สอดคล้องกับหลักฐานพุทธศาสนาบนหาดทรายแก้วในช่วงพุทธศตวรรษที่  18  คือองค์พระบรมธาตุก็เป็นสถูปทรงกลมแบบลังกา   ประวัติพุทธศาสนา   รวมทั้งตำนานการอัญเชิญพระทันตธาตุก็ล้วนมาจากลังกา    เมืองตามพรลิงค์ในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ      หรือเมืองตามพรลิงค์ในสมัยราชวงศ์ปทุมวงศ์(ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช)ก็เป็น เมืองตามพรลิงค์ที่ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์    พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเมืองตามพรลิงค์   จากชื่อดั้งเดิมที่หมายถึงเมืองแห่งพระศิวะ  กลายเป็นนครศรีธรรมราชอันหมายถึงนครแห่งพระราชาผู้ทรงธรรมอันประเสริฐ
                                ชื่อที่เปลี่ยนไปนี้ปรากฏหลักฐานจากการที่เมืองอื่นๆเรียกชื่อเมืองนี้ ตามพระนามของพระราชาผู้ทรงพระอิสริยยศเป็น  พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช   ตัวอย่างจากหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์   เอกสารตำนานในแคว้นล้านนา  เรียกเมืองตามพรลิงค์ว่า  “สิริธรรมนคร”  อันเป็นชื่อที่มีความหมายเดียวกับ “นครศรีธรรมราช”   และเรียกพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชว่า  “พระเจ้าสิริธรรมนคร”      ในศิลาจารึกหลักที่  1  ของพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “ศรีธรรมราช”   และในเอกสารสมัยอยุธยาก็เรียกเมืองแห่งนี้ว่า  นครศรีธรรมราช   ชื่อเมืองตามพรลิงค์จึงค่อยๆสาบสูญไป    ถึงกระนั้นเมืองตามพรลิงค์ก็มิได้ถึงกาลอวสานเพียงแต่เปลี่ยนสภาพไปเป็น เมืองแห่งพระราชาผู้ทรงธรรมอันประเสริฐ   จุดเปลี่ยนของศาสนาน่าจะชี้นำถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในช่วง ปลายพุทธศตวรรษที่ 17  ถึงต้นพุทธศตวรรษที่   18  ที่ปรากฏราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชขึ้นในศิลาจารึกหลักที่  35  ที่ดงแม่นางเมือง  อำเภอบรรพตพิสัย  จังหวัดนครสวรรค์   เมื่อ พ.ศ. 1710    สืบต่อมาถึงการปรากฏของพระเจ้าจันทรภาณุ  ศรีธรรมราช  เมื่อ  พ.ศ. 1773
                                กล่าว โดยสรุปเมืองตามพรลิงค์น่าจะมีจุดเริ่มต้นที่การสถาปนาอำนาจรัฐ โดยพระราชาผู้นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย   โดยการประดิษฐานหรือสถาปนาศิวลึงค์บนยอดเขาในลักษณะศูนย์กลางแห่งจักรวาล  ซึ่งภูเขาแห่งนั้นปัจจุบันเรียกว่า  “เขาคา”  มีโบราณวัตถุ  โบราณสถานเนื่องในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายจำนวนมาก และที่สำคัญคือการปรากฏของสวยัมภูลึงค์หรือลิงคบรรพต  ที่เกี่ยวข้องกับพระราชาตามแบบแผนทางคติความเชื่อของฮินดูที่เชื่อว่าพระ ราชารับถ่ายทอดอำนาจมาจากพระศิวะมหาเทพ   อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มักจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง บ้านแปงเมืองที่ปรากฏในบ้านเมืองต่างๆทั่วดินแดนอุษาคเนย์     จุดเริ่มต้นของเมืองตามพรลิงค์น่าจะเริ่มขึ้นแล้วไม่หลังกว่าพุทธศตวรรษที่  12   และชื่อตามพรลิงค์ยังคงอยู่ถึงพุทธศตวรรษที่  18   ซึ่งในช่วงนี้น่าจะมีจุดหักเหทางการเมือง   รวมไปถึงการเปลี่ยนราชวงศ์มาเป็นราชวงศ์ปทุมวงศ์หรือที่รู้จักกันในนามของ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช    ที่พระราชาทรงเป็น “ศรีธรรมราช”          เมืองตามพรลิงค์จึงกลายเป็นเมืองนครศรี ธรรมราช    มีพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของบ้านเมืองสืบต่อมาจนทุกวันนี้

                                ส่วนคำถามเรื่องกะมะลิงที่ตั้งโจทย์ไว้ข้างต้น   ข้าพเจ้าอยากตั้งข้อสังเกตว่า   เมืองกะมะลิงอาจจะใช่หรือไม่ใช่เมืองตามพรลิงค์ก็ได้   เพราะหลักฐานยังไม่ชัดจึงไม่สามารถระบุแน่นอนลงไปได้   หากแต่ข้อมูลเรื่องเมืองท่ากะมะลิงในพุทธศตวรรษที่  8  เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงกระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองของเมืองท่าต่างๆใน คาบสมุทรมลายูที่มีแรงกระตุ้นจากกิจการพาณิชย์นาวีโพ้นทะเล      ซึ่งต่อมาเมื่อมีการนำคติความเชื่อทางศาสนาเข้ามาเป็นพื้นฐานให้กับอำนาจ รัฐ    เราจึงเห็นบ้านเมืองที่มีพระราชาตามแบบแผนอย่างอินเดีย      เมืองกะมะลิงจึงอาจเป็นเมืองท่าแถบคลองท่าเรือหรือเป็นเมืองท่าแถบคลองท่าทน ก็มีความเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง   แต่ภาพของเมืองตามพรลิงค์กลับปรากฏชัดในแถบอำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา     ส่วนเมืองพระเวียงที่ตั้งอยู่บนหาดทรายแก้วใกล้กับเมืองโบราณนครศรี ธรรมราช   ซึ่งนักวิชาการหลายท่านให้ความสนใจว่าเป็นเมืองเดิมก่อนที่จะมาตั้งเมือง ใหม่ที่เมืองอันมีพระบรมธาตุนั้น     ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าบนสันทรายอันเป็นที่ตั้งเมืองพระเวียงและเมืองโบราณ นครศรีธรรมราช   น่าจะมีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยอย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  5  เป็นต้นมา    เมืองพระเวียงมีลักษณะเป็นย่านการค้ามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  12   แต่หลักฐานด้านศาสนวัตถุที่มีอายุเก่าลงไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่  10-14   ยังด้อยกว่าบ้านเมืองแถบสิชล-ท่าศาลามาก     แม้เมืองพระเวียงอาจจะเคยเป็นเมืองตามพรลิงค์ในยุคสมัยหนึ่ง   แต่คงไม่ก่อนเมืองตามพรลิงค์ที่สิชล-ท่าศาลาเป็นแน่  เพราะหลักฐานแถบนี้หนาแน่นและหนักแน่นกว่ามาก    ชนิดที่นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว

                                ก่อนจะจบบทความนี้ก็อยากให้ท่านตั้งข้อสังเกตว่า    เมืองตามพรลิงค์ไม่น่าใช่กรุงศรีวิชัยที่ปรากฏในจารึกหลักที่  23  ที่วัดเสมาเมือง เมื่อพุทธศตวรรษที่  14       เมืองตามพรลิงค์คงไม่เปลี่ยนไปใช้ชื่อกรุงศรีวิชัย   แล้วอยู่ๆไปก็กลับมาใช้ชื่อตามพรลิงค์อีกครั้งหนึ่ง    แต่เมืองตามพรลิงค์ดำรงไว้ซึ่งนามนี้ตลอดมาจนในที่สุดเปลี่ยนชื่อเป็นนครศรี ธรรมราช   ตามพระนามของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช    และเมืองบริวารของเมืองนครศรีธรรมราชก็คือเมือง  12  นักษัตร ที่ปรากฏในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช   ดังนั้นจึงไม่มีกรุงศรีวิชัย  12  นักษัตร  ซึ่งจะเขียนถึงในตอนต่อไป
                                                                                      …………………………
                                                                                                บรรณานุกรม
                นงคราญ   ศรีชาย ,  เขาคา : วิมานแห่งพระศิวะมหาเทพ, ประวัติศาสตร์   โบราณคดี  นครศรีธรรมราช, กรุงเทพฯ: บริษัท เอ.พี. กราฟิค  ดีไซน์ และการพิมพ์ จำกัด, 2543
                นงคราญ   ศรีชายและวรวิทย์    หัศภาค , โบราณคดีศรีวิชัย : มุมมองใหม่การศึกษาวิเคราะห์แหล่งโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน ,  นครศรีธรรมราช : โรงพิมพ์เม็ดทราย ,2543
                ประทุม    ชุ่มเพ็งพันธุ์ , อาณาจักรตามพรลิงค์ , รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช  ครั้งที่1, วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ,กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงสยามการพิมพ์ ,2521
                ผาสุข       อินทราวุธ ,  ศิวลึงค์ : ในภาคใต้  , สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้  เล่ม 9, สถาบันทักษิณคดีศึกษา ,กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์ ,2529
                ศิลปากร,กรม ,  จารึกในประเทศไทย  เล่ม 4 ,  หอสมุดแห่งชาติ  กรมศิลปากร  พิมพ์เผยแพร่ ,กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์,2529
                ศรีศักร   วัลลิโภดม , ภูเขาศักดิ์สิทธิ์กับความเป็นสากล, เมืองโบราณ , ปีที่  25  ฉบับที่  3  กรกฎาคม-กันยายน ,2542

วิภีษณพราหมณ์:





ตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืม

 

เนื้อหาจากหนังสือเรื่อง ตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืม

 

            สมัยก่อนเชื่อกันว่า หลังจากอาณาจักรฟูนันล่มสลาย ดินแดนในคาบสมุทรอินโดจีนได้แตกแยกออกเป็นอาณาจักรต่างๆ ดังปรากฏรายชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของหลวงจีนยาน-ฉ่างหรือพระถังซำจั๋ง เป็นต้นว่า อาณาจักรศรีเกษตร,อาณาจักรทวารวดี,อาณาจักรคามลังกา,อาณาจักรอีสานปุระ และอาณาจักรจามปา ต่อมาอีไม่นานนัก หลวงจีนอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า หลวงจีนอี้-จิง กล่าวถึง”นครโฟชิ” เริ่มต้นรุ่งเรืองมีอำนาจกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของ “ประเทศทั้ง 10 ในท้องทะเลใต้” เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12 แทรกซ้อนเข้ามาอีก ได้สร้างความสับสนยุ่งเหยิงขึ้นในวงการประวัติศาสตร์  เพราะนักโบราณคดีค้นพบศิลปกรรมขอม  ซึ่งเรียกกันว่า

“ศิลปะสมัยทวารวดี” สันนิษฐานว่า เป็นศิลปกรรมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จนเลยเถิดกันไปว่า อาจเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรกเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 2

            ต่อมาเมื่อนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกเขียนหนังสือเสนอความเห็นว่าศิลปะทวารวดีเป็นศิลปกรรมของ “ชนชาติมอญ” โดยอ้างว่าศิลาจารึกที่พบในสมัยนั้น ล้วนแต่เป็นตัวอักษรในภาษามอญโบราณทั้งสิ้น  ครั้นมีการศึกษาตรวจสอบศิลปะสมัยทวารวดีอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วพบว่า เป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นโดยลอกเลียนแบบ  “ศิลปะคุปตะ” ซึ่งได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียระหว่างพุทธศตวรรษที่ 8-11 ดังนั้นศิลปะสมัยทวารวดีที่พบในประเทศไทย ควรมีอายุเก่าแก่ไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 10 แต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเมืองนครปฐมเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ ก็ยังฝังแน่นอยู่ในจิตใจผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

            ครั้นวิชาโบราณคดีเจริญแพร่หลายกว้างขวางขึ้น การสำรวจขุดค้นทางวิชาการตามแหล่ง

อารยธรรมเก่าแก่ในภูมิภาคต่างๆ พบว่า ศิลปะสมัยทวารวดีมิได้มีอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น  แต่ยังทิ้งร่องรอยกระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ขึ้นไปทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และล้ำเข้าไปในประเทศเขมร ยิ่งเกิดความอลเวงเพิ่มขึ้นในวงการประวัติศาสตร์ เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองและการทหาร เพราะสังเกตุเห็นว่า อาณาจักรทวารวดีไม่เคยติดต่อทางการทูตกับประเทศใดเลย เหตุใดจึงสามารถเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมออกไปกว้างไกลเกือบทั่วคาบสมุทรอินโดจีน ประวัติศาสตร์อารยธรรมทวารวจึงยังคงเป็นภาพพร่ามัวซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดมาจนถึงปัจจุบัน

            กรมศิลปกรรมได้เชิญศาสตราจารย์จอง บัวเซอร์ลิเย นักปราชญ์ทางโบราณคดีชาวฝรั่งเศสให้ช่วยศึกษาแหล่งอารยธรรมทวารวดีในแถบกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและทางภาคใต้  ท่านได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้าไว้อย่างน่าสนใจ วัฒนธรรมอินเดียซึ่งมีอิทธิพลในสมัยนั้น หลั่งไหลเข้ามายังดินแดนอันกว้างขวาง ตั้งแต่แหลมมาลายูขึ้นไปถึงที่ราบสูงโคราช แต่พบหลักฐานหนาแน่นที่สุดในภาคกลางคือ เมืองนครปฐม,อู่ทอง(สุพรรณบุรี),ศรีมหาโพธิ์(ปราจีนบุรี) อันแสดงให้เห็นว่าหลังจาก “สุวรรณภูมิ” เสื่อมอิทธิพลทางการเมืองลง อาณาจักรฟูนันได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากนั้นสุวรรณภูมิก็แผ่อิทธิพลกลับเข้าไปมีอำนาจในฟูนันอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดเมื่ออาณาจักรเจนละมีอำนาจขึ้น จึงโจมตีอาณาจักรฟูนันแตกสลายไประหว่า พ.ศ. 1100 ถึง พ.ศ. 1150

            ข้อสรุปอันน่าสนใจจากการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวบอกให้ทราบว่า เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อาจเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจสำคัญแห่งหนึ่งของสุวรรณภูมิ ที่เคยต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่กับอาณาจักรฟูนัน ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศกัมพูชา จนกระทั่งได้เกิดมีอาณาจักรใหม่ของชาวเขมรพื้นเมืองผสมกับชาวฟูนันที่เรียกกันว่า“เขมรฝ่ายจันทรวงศ์” ก่อตั้ง “อาณาจักรเจนละ” หรือ “อาณาจักรอีสานปุระ” ขึ้นรบพุ่งปราบปรามอาณาจักรฟูนัน แล้วบุรุกเข้ามาโจมตียึดครองเมืองอู่ทองอีกครั้งหนึ่ง ดังปรากฏหลักฐานแผ่นทองแดงจารึกกล่าวว่า

“พระเจ้าหรรษวรมัน” ผู้เป็นราชนัดดาของ “พระเจ้าอีสานวรมัน” ทรงประดิษฐานศิวลึงค์ขึ้นในแถบเมืองอู่ทอง แต่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสมิได้กล่าวถึงเรื่องราวสมัยนี้ไว้ชัดเจน รากฐานวิวัฒนาการของศิลปะสมัยทวารวดีซึ่งก่อกำเนิดขึ้นร่วมสมัยจึงขาดหลักฐานรองรับและไม่ทราบที่มาของอำนาจทางการเมือง ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ศิลปะแบบคุปตะเดินทางเข้ามาสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาพัฒนาการไปสู่ศิลปะทวารวดีได้อย่างไร อาณาจักรทวารวดีทำสงครามขับไล่อำนาจอาณาจักรอีสานปุระ หรือเมื่ออาณาจักรนั้นแตกสลายไปแล้ว อาณาจักรทวารวดีกลับเป็นอิสระเพราะเหตุใด

            ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศจีนกับอาณาจักรต่างๆ ทางภาคใต้ เป็นต้นว่า “ประเทศพาน-พาน”, “ประเทศหลั่ง-ยะ-สู” มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหลียง จนกระทั่ง

“นายพลหยางเจี้ยน”  ก่อกบฏจับพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางประหารเสียเป็นอันมาก สถาปนาตนขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สุยเมื่อ พ.ศ. 1130  รบพุ่งเอาชนะฝ่ายต่างๆ ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าอ๋องบุนเต้” พระองค์ได้เสด็จนำกองทัพขึ้นไปปราบพวกตุรกี ติดตามตีโต้กลับไปถึงดินแดนเอเชียกลางทั้งได้ส่งกองทัพลงมาขับไล่พวกอันหนำ(เวียดนาม) และพวกจามปาที่รบกวนดินแดนในแถบมณฑลตังเกี๋ยมาเป็นเวลานาน การทำสงครามแผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างไกลมาก ส่งผลกระทบต่อเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล และการเกณฑ์ทหารไม่หยุดหย่อน ตลอดจนการสร้างสาธาณูปโภคอย่างไม่จำกัด เป็นเหตุให้ประชาชนในแว่นแคว้นต่างๆ ไม่พอใจรวมตัวกันก่อกบฏขึ้น

            แม่ทัพจีนผู้มีความสามารถผู้หนึ่งชื่อว่า   “เผยจื้อ” เล็งเห็นว่า ผลประโยชน์

ทางการค้าและอภิสิทธิ์ในทางเศรษฐกิจ สามารถนำไปใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองและการทหารได้โดยวิธีทางการทูต ด้วยการเสนอผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจของผู้นำเผ่าต่างๆอาจทำให้ฝ่ายศัตรูเกิดแตกแยกกันเองหรือไม่เต็มใจสู้รบและยอมอ่อนน้อมต่อจีน อาจช่วยลดแรงกดดันผ่อนคลายสถานการณ์ร้อนแรงลงไปได้ เขาได้นำนโยบายดังกล่าวไปทดลองใช้จนชาวตุรกีบางพวกยินยอมให้กองทัพจีนเข้าไปตั้งในจุดยุทธศาสตร์ กองทัพจีนจึงสามารถโจมตีขับไล่พวกศัตรูออกไปจากแนวพรมแดนสำเร็จ เขาได้กราบทูลพระเจ้าสุยเอี่ยงตี้ให้ทรงทดลอง

นำนโยบายทางการทูตไปใช้ในดินแดนทางภาคใต้

            ศาสตร์ ยี.เอส. ลูซ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน ได้แปลเอกสารพงศาวดารจีนชื่อ

“หวง-เฉียว-บุ๋น-เหียน-ทง-เค้า” อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักจีนสมัยนั้นนำกุศโลบายทางการทูตมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการทหารในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน เพื่อหยุดยั้งอาณาจักรจามปาและอาณาจักรอีสานปุระมิให้คุกคามดินแดนทางตอนใต้ของจีน โดยทางราชสำนักส่งคณะทูตเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรแห่งหนึ่งมีชื่อว่า “ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว” หรือ “ประเทศเชียะ-โท้ว” หรือ “ประเทศฉี-ตู”

อันเปรียบเสมือนดังกุญแจที่ช่วยไขความลับดำมืดของประวัติศาสตร์ทวารวดีให้เริ่มคลี่คลายกระจ่างชัดขึ้น ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

            ในปีที่ 3 แห่งรัชกาลพระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ (พ.ศ. 1150) ทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งปัญญาชนชาวเมืองก๊กอู๋ มีนามว่า “เสียง-จุ่น”แหน่งผู้รักษาพระราชทรัพย์ฝ่ายทหาร เป็นหัวหน้าคณะทูต และขุนนางผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติชื่อ “เฮ่ง-กุ่น-เจ่ง” เป็นอุปทูตอัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการของพระจักรพรรดิเดนิทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศชื่อ –ถู-กวั่ว ท่านราชทูตเสียง-จุ่นได้จดบันทึกการเดินทางไว้ว่า

            คณะทูตลงเรือสำเภาออกเดินทางเมืองน่ำไฮ่ (มณฑลกว้างตุ้ง)  เมื่อวันที่ 10 (ราวเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 1150)  เดินทางระหว่างลมดี (ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัด) เรือแล่นใบไปในทะเล 20 วัน 20 คืน ถึงภูเขาชื่อเจียว-ชิ (ในประเทศเวียดนาม) ผ่านเลยไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซีกตะวันตกหันไปสู่ประเทศลิน-ยี่ (จามปา) เรือแล่นต่อมาทางใต้ถึง ไซ-จื้อ-เจี๊ยะ (หินสิงห์) จากนั้นผ่านไปตามแนวเกาะใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก อีก 2-3 วันต่อมาก็มองเห็นทิวภูเขาของประเทศหลั่ง-ยะ-สูอยู่ทางทิศตะวันตก (เทือกเขาตะนาวศรี) จากนั้นเรือแล่นลงไปทางใต้ผ่านเกาะเกย-ลั่ง-เต้า(เกาะรังเป็ดรังไก่ ในเขตอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร) ก็ถึงเขตแดนของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว

            ราชทูตเสียง-จุ่นเล่าต่อไปว่า

            พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ทรงโปรดให้พระราชกุมารแต่งกายเป็นพราหมณ์พร้อมด้วยขบวนเรือสำหรับเดินทะเลจำนวน 30 ลำ ออกไปคอยต้อนรับคณะทูตในกลางทะเล ด้วยการเป่าสังข์ตีกลองแสดงความยินดีและให้เกียรติต้อนรับคณะทูต ต่อจากนั้นได้ใช้โซ่ทองผูกหัวเรือพระราชสาสน์ลากจูงเข้าฝั่ง แห่เเหนไปในลำแม่น้ำเป็นเวลา 1 เดือน จึงเดินทางไปถึงเมืองหลวง ประเทศนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฟูนัน ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลจีนใต้ เราอาจเดินทางไปถึงโดยทางเรือในเวลากว่า 100 วัน (ไม่ทราบว่านับจากเมืองหลวงของระเทศจีนหรือจากเมืองกวางตุ้ง) สีของพื้นดินในเมืองหลวงเป็นสีแดง จึงได้ชื่อว่า ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว แปลว่า ประเทศดินแดง

            แม้ว่าแผนที่เดินทางของคณะทูตจีนบอกเส้นทางเดินเรือซึ่งเริ่มต้นจากเมืองท่าในมณฑลกวางตุ้ง ผ่านน่านน้ำประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา เข้าสู่บริเวณอ่าวไทย เป็นเวลานานราว 20 วันเศษ จึงมองเห็นเทือกเขาตะนาวศรีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เรือแล่นต่อลงไปทางใต้จนถึงเกาะรังเป็ดรังไก่ทางตอนใต้ของจังหวัดชุมพร จึงไปถึงเขตแดนประเทศเชื่อถู-กวัว  แสดงให้เห็นว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู หรืออาณาจักรคามลังกาตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ดินแดนของประเทศดินแดงควรจะตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สันนิษฐานกันว่า เรือคณะทูตถูกลากจูงเข้าไปในลำแม่น้ำตาปี แห่เหนกันไปตามลำแม่น้ำอยู่เป็นเวลาถึง 1 เดือน อาจเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาเดินทางที่ยาวนาน ทำให้นักประวัติศาสตร์ตีความแตกต่างไป  แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว อาจหมายถึงศูนย์กลางตลาดการค้าใหญ่ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ ตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนว่า เมืองเตี๋ยนซุนหรือตุนซุน อันเป็นเมืองท่าขนถ่ายสินค้าเดินบกข้ามแหลมมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ซึ่งเคยพ่ายแพ้มหาราชฟัน-จี-มันแห่งอาณาจักรฟูนันยุคแรก

            ราชทูตเสียง-จุ่นได้อธิบายอาณาเขตของนครรัฐดินแดง ซึ่งติดต่อกับนครรัฐข้างเคียงไว้ว่า เขตแดนทิศตะวันออกติดต่อกับรัฐโป-โล-ล้า ทิศตะวันตกติดต่อกับรัฐโป-โล-โช้ ทิศใต้ติดต่อกับรัฐโฮ-โล-ตัน ทิศเหนือถึงทะเลใหญ่ เนื้อที่ของประเทศนี้กว้างขวางหลายพันลี้ พลเมืองเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับประเทศฟูนัน

            พระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า“พระเจ้าลี—ฟู-โต-เส” มีนามราชวงศ์ว่า “จู-ถ่าน”

(โคตมะวงศ์) พระองค์ไม่สนพระทัยเรื่องราวของประเทศข้างเคียงหรือประเทศที่อยู่ไกลออกไป พระราชบิดาของพระองค์ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเพื่อประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า พระองค์จึงขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดามาได้ 14 ปีแล้ว ทรงมีพระมเหสี 3 องค์ ล้วนแต่เป็นราชธิดากษัตริย์ข้างเคียง พระองค์ประทับอยู่ที่

“นครเซ่ง-จี่ ”

            เป็นครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์จีนเปิดเผยให้ทราบอย่างเป็นทางการว่ากษัตริย์ในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย ทรงนับถือศาสนาพุทธแตกต่างกับกษัตริย์ในประเทศกัมพูชาที่นับถือศาสนาพราหมณ์ตลอดจนกล่าวถึงการสืบราชบัลลังก์ของราชวงศ์โคตมะ อันเป็นราชวงศ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอดรับกับตำนานสุวรรณปุระวงศ์ของประเทศศรีลังกา ซึ่งอ้างถึงการเสด็จมาของ“เจ้าชายสุมนะ” หรือ “เจ้าชายสุมิตร”

สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเผยแผ่พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ  แม้ว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันในเรื่องนี้ แต่หลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนในยุคที่อาณาจักรอีสานปุระเรืองอำนาจอยู่ในประเทศกัมพูชาและบุกเข้ามายึดครองดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนแผ่ขยายอำนาจเข้าไปในประเทศ รวมทั้งข้อสงสัยในเรื่องอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรทวารวดี จดหมายเหตุราชทูตเสียง-จุ่น ได้บอกให้ทราบว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ปรือประเทศเชียะ-โท้วเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคม การทหาร และศิลปวัฒนธรรมของสหพันธรัฐศาสนาพุทธยังมีอธิปไตยสมบูรณ์อยู่ในทะเลใต้

            เพื่อทราบถึงความหมายอันน่าสนใจของคำว่า ประเทศดินแดง อันเป็นการขนานนามบ้านเมืองของตนตามแบบชาวภารตะในประเทศอินเดียที่เรียกชื่อประเทศตนเองว่าชมพูทวีปนั้น นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าอาจหมายถึง“เมืองตมะลี” หรือ “เมืองกมะลี” ในคัมภีร์เก่าแก่ของชาวอินเดียสมัยพุทธศตวรรษที่ 5 ต่อมาศิลาจารึกหลักที่ 24 กล่าวถึงชื่อ “กรุงตามพรลิงค์” มีนักประวัติศาสตร์บางท่านพยายามให้คำอธิบายว่าหมายถึง “ศิวลึงค์สีแดง” ซึ่งเป็นรูปเคารพของศาสนาพราหมณ์ แต่บ้านเมืองเหล่านี้ล้วนแต่นับถือศาสนาพุทธ ชื่อประเทศดินแดงได้รับการยืนยันเมื่อนายทหารอังกฤษชื่อ พันเอกเยมส์ โลว์ พบแผ่นอิฐจารึกที่เมืองสวินเวสเลย์ รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ตรงกลางแผนจารึกนั้นทำเป็นรูปเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ มียอดฉัตร 7 ชั้น ด้านข้างจารึกตัวอักษรภาษาสันสกฤตสันนิษฐานกันว่า มีอายุเก่าแก่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 มีข้อความว่า

            “มหานาวิกะนามพุทธคุปต์ ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ภูมิรักตะมฤติกา ขอให้การเดินทางประสบความสำเร็จ”

            หลักฐานทางโบราณคดีสำคัญชิ้นนี้บอกให้ทราบว่า กัปตันเรือชื่อพุทธคุปต์ อาศัยอยู่ในประเทศดินแดง ด้วยเหตุนี้ นักโบราณคดีจึงมีความเห็นว่า ประเทศรักตะมฤติกา,ประเทศตามพรลิงค์ ,หรือประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว แปลว่า ประเทศดินแดงเหมือนกันทั้งสิ้น ดินแดนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ อาจสืบทอดอารยธรรมลงมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิหรือประเทศกิมหลิน ต่อมาเมื่อศูนย์กลางอำนาจเคลื่อนย้ายตั้งอยู่ที่นครรัฐหลั่ง-ยะ-สู กรุงตามพรลิงค์อาจเป็นเมืองท่าเรือสำคัญของนครรัฐสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งรวมอยู่ในประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้

            เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานของคำว่า “ลิงคะ” ในความหมายดั้งเดิมซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดคัมภีร์หนึ่ง รองลงมาจากคัมภีร์พระเวทของชาวอินเดียสมัยดึกกำบรรพ์ เรียกกันว่า

“คัมภีร์สางขยะลัทธิ” อ้างว่าเป็นอภิปรัชญาที่นักปราชญ์ชาวอารยันก่อนพุทธกาล มีชื่อว่า “กบิลดาบส” เขียนขึ้นอธิบายองค์ประกอบสำคัญของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกที่เกิดขึ้นแล้วเคลื่อนไหวหมุนเวียนเป็นวงจร โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตมีรากฐานมาจากธาตุทั้ง 5  คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และวิญญาณธาตุ แต่ได้แยกแยะโครงสร้างของมวลชีวิตให้เห็นถึงคุณสมบัติสำคัญยิ่ง 3 ประการ สรุปความว่า

            “ปุรษ” หมายถึง วิญญาณ ประการหนึ่ง

“ลิงคสรีระ” หมายถึง กายละเอียดหรือกายทิพย์ ประการหนึ่ง

            “สถุลสรีระ” หมายถึง กายหยาบหรือเปลือยนอก อีกประการหนึ่ง

            โครงสร้างสำคัญทั้ง 3 ประการนี้ อุปมาดังขุมคลังในกรเก็บสะสมการกระทำหรือ “กรรม” ของบุคคลเอาไว้ แม้ร่างกายเราจะตายไป แต่วิญญาณยังคงเกาะเกี่ยวติดแน่นเป็นส่วนควบอยู่กับลิงคลสรีระ อันเปรียบเสมือนกระเปาะเก็บงำอดีตเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวร้อยรัดให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร จนกว่าเราสามารถทำลายลิงคสรีระได้ วิญญาณจึงหลุดลอยเป็นอิสระสิ้นสุดการเวียนว่าอยู่ในกฏแห่งกรรม อิทธิพลของหลักอภิปรัชญาดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในหลักธรรมของพุทธศาสนาเพียงแต่เปลี่ยนแปลงถ้อยคำเป็นอัตรา สังขาร นิพพาน ตลอดจนเพิ่มเติมหลักการบางอย่างให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น ตามระบบความเชื่อในทาง

“อเทวนิยม”ที่มีลักษณะแตกต่างอย่างตรงข้ามับศาสนาพราหมณ์ซึ่งสอนให้เชื่อถือในทาง “เทวนิยม” ดังนั้นคำว่า

“ลิงคสรีระ” จึงมีรากฐานทางภาษาว่า หมายถึง กายละเอียดหรือกายทิพย์ หรือคลังเก็บวิญญาณด้วยเหตุนี้คำว่า ตามพรลิงค์ อาจมีความหมายว่า พื้นแผ่นดินสีแดงอันเป็นแหล่งให้ชีวิตของราชวงศ์กษัตริย์ ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบเมืองกบิลพัสดุ์บริเวณเชิงภูเขาหิมาลัย เพราะตำนานเก่าแก่ของประเทศศรีลังกา มักกล่าวอ้างในทำนองนี้ตลอดมา หรือแปลว่า แผ่นดินอันเป็นทิพย์

            จดหมายเหตุราชทูตเสียง-จุ่นกล่าวถึงประวัติศาสตร์อารยธรรมของอาณาจักรตามพรลิงค์ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในสมัยนั้นต่อไปว่า

            พระราชวังมีประตู3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกันราว 100 ก้าวแต่ละประตูมีภาพเขียนเป็นรูปเทวดาเหาะ ภาพพระโพธิสัตว์และเทพอื่นๆตามประตูแขวนดอกไม้ทอง ระฆังเล็ก และมีหญิงหลายสิบคนเป็นพนักงานประโคมดนตรี ถือดอกไม้ทองคำและเครื่องประดับอื่นๆมีชาย 4 คน แต่งกายเป็นเทวดา (ชิน-กัง) เหมือนที่ยืนเฝ้าอยู่สี่ด้านของพระเจดีย์ในพุทธศาสนา ยืนเฝ้าประตูพระราชวัง แต่พวกทหารที่เฝ้าอยู่นอกประตูวัง ถืออาวุธสำหรับรบชนิดต่างๆ  พวกเฝ้าประตูข้างในถือผ้าขาวยืนอยู่ตามทางเดินเก็บดอกไม้ใส่ถุงสีขาว อาคารต่างๆ ในพระราชวัง ประกอบด้วยพระที่นั่งติดต่อกันไป มีประตูอยู่แต่ทางทิศเหนือ  ในท้องพระโรง พระเจ้าแผ่นดินประทับบนราชบัลลังก์ 3 ชั้น ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ แต่งพระองค์ด้วยผ้าสีกุหลาบ มีรัดเกล้าเป็นดอกไม้ทองคำ สร้อยพระศอประดับเพชรมีนางพนักงานเฝ้าทั้งซ้ายทั้งขวาข้างละ 4 คน และทหารรักษาพระองค์กว่า 100 คน

            ด้านหลังราชบัลลังก์ มีแท่นบูชาทำด้วยไม้แก่นบุทองคำ บุเงินประกอบขึ้นด้วยไม้หอมถึง 5 ชนิด ด้านหลังของแท่นบูชานี้มีโคมไฟทองคำแขวนอยู่ 2 ข้าง มีกระจกเงาข้างละบาน หน้ากระจกเงาวางหม้อน้ำโลหะไว้ ข้างหน้าหม้อน้ำมีที่เผาของหอมทำด้วยทองคำ ข้างหน้าของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมีวัวทองคำนอนอยู่ ข้างหน้าวัวทองคำแขวนผ้าปักด้วยเพชรพลอยและพัดอย่างสวยงามอยู่ทั้งสองข้าง

            ข้อความในเอกสารประวัติศาสตร์จีน  แสดงรายละเอียดให้เห็นถึงการจัดระบบ การเมือง การปกครอง ของอาณาจักรโบราณในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 11  ตรงกับช่วงปลายรัชกาลพระเจ้ามเหนทรวรมันกำลังแผ่ขยายอำนาจอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า อาณาจักรตามพรลิงค์มีอำนาจทางการเมือง การทหาร ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแระเทศใดในคาบสมุทรอินโดจีน และบ้านเมืองต่างๆ ในประเทศไทยยังคงเป็นอิสระอยู่มีความสำคัญในระดับที่ประเทศจีนจำเป็นต้องส่งคณะทูตเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีก่อน ราชทูตเสียง-จุ่น ได้เล่ารายละเอียดในด้านสังคมอย่างน่าสนใจว่า

            เป็นธรรมเนียมของคนทุกคนในประเทศนี้ ทั้งหญิงชายเจาะรูที่แผ่นหูและตัดผม ทุกคนนิยมทาตัวด้วยน้ำมันหอม โดยทั่วไปคนนับถือบูชาพระพุทธเจ้า แต่ก็ให้ความเคารพแก่พวกพราหมณ์เป็นอย่างมาก ผู้หญิงมังเกล้าผมไว้แค่ต้นคอ ทั้งหญิงทั้งชายนุ่งด้วยผ้าสีแดง และสีเรียบๆแม้ครอบครัวชั้นสูงจะมีอิสระเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ แต่จะมีล็อกเกตตาบทองใช้ต่อเมื่อได้รับราชานุญาติ ในการจัดพิธีแต่งงาน เขาจะเลือกหาวันที่เป็นมงคลวันหนึ่งในระยะ 5 วันก่อนแต่งงาน ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะมีการจัดงานเลี้ยงดูญาติมิตร ผู้เป็นบิดาจะจับมือเจ้าสาวส่งให้แก่ผู้เป็นเขยของเขาในวันแต่งงาน ในวันที่ 7 พิธีต่างๆ จึงจบลง คู่บ่าวสาวก็เป็นสามีภรรยากันตามประเพณี ภายหลังการแต่งงานมีการแบ่งทรัพย์สมบัติให้แก่ครอบครัวใหม่ไปสร้างบ้านแยกครอบครัวออกไป ยกเว้นบุตรคนสุดท้อง จะต้องอยู่กับบิดามารดา เมื่อบิดามารดาหรือญาติพี่น้องถึงแก่กรรม ลูกหลานก็จะโกนศีรษะ นุ่งผ้าขาว เขาสร้างโรงขนาดเล็กทำด้วยลำไม้ไผ่ มีเพดานกองไม้ฟืนไว้ที่ศพ จุดของหอม ประดังธงทิว เป่าสังข์ ตีกลอง แล้วจุดไฟที่กองฟืน ภายหลังจึงกวาดกองไฟลงในน้ำ ทั้งคนชั้นสูงและคนธรรมดาเผาศพด้วยวิธีนี้  แต่การปลงศพพระเจ้าแผ่นดิน พระอัฐิที่เหลือจากกองไฟจะนำไปรักษาไว้ในโกศทองทำ อีกส่วนหนึ่งบรรจุไว้ในวัดแห่งหนึ่ง

ส่วนพิธีการทางการทูตเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ และการจัดเลี้ยงรับรอง

คณะทูตของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ราชทูตเสียง-จุ่น ได้จดบันทึกรายละเอียดถึงพิธีการต้อนรับอย่างมโหฬารในสมัยนั้นไว้ว่า

พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ได้ส่งพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ซึ่งดำรงตำแหน่งนา-ยะ-เกีย มารับ

คณะราชทูตด้วยพิธีอันเอิกเกริก ในขั้นต้อนพระองค์ส่งพนักงานนำถาดทองคำบรรจุดอกไม้หอม กระจกเงา คีมทองคำ หม้อน้ำมันหอม 2 หม้อ น้ำหอมอี 8 หม้อ ผ้าขาว 4 ผืน เพื่อให้ราชทูตอาบน้ำและแต่งกายใหม่เพื่อเข้าเฝ้าฯ ในเวลาบ่ายวันเดียวกัน ท่านนา-ยะ-เกียส่งช้างมา 2 เชือก เชือกหนึ่งมีผ้าคาดเพดานประดับขนนกยูง อีกเชื่อกหนึ่งมีพานมีลวดลายเป็นดอกไม้ทองสำหรับอัญเชิญพระราชสาสน์ มีหนักงานหญิงชาย 100 คน เป่าสังข์ ตีกลอง และมีพราหมณ์ 2 ท่านเดินนำหน้านำคณะทูตเข้าไปยังพระราชวัง เพื่อถวายพระราชสาสน์ในที่ออกขุนนาง ซึ่งมีบรรดาขุนนางน้อยใหญ่นั่งอยู่กับพื้น เมื่อราชทูตอ่านพระราชสาสน์จบแล้ว มีผู้มาเชิญให้ราชทูตและคณะนั่งลง ดนตรีประโคมครั้นดนตรีบรรเลงจบแล้ว เสร็จสิ้นพิธีการถวายพระราชสาสน์ ราชทูตและคณะกลับที่พักรับรอง

ราชทูตเสียง-จุ่น เล่าถึงพิธีการเลี้ยงรับรองคณะทูต ซึ่งพราหมณ์ประจำราชสำนักจัดขึ้นโดย

เป็นทางการไว้ว่า

พราหมณ์หลายคนได้จัดอาหารเลี้ยงคณะทูต โดยเอาใบไม้มาเย็บติดกันเป็นรูปกระทงขนา

ใหญ่ กว้างถึงกระทงละ 10 ฟุต สำหรับใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร หัวหน้าพราหมณ์ร้องกล่าวเชิญคณะทูตด้วยความยกย่องว่า ท่านขุนนางของประเทศที่ยิ่งใหญ่  แม้ว่าพวกเราจะมิได้เป็นขุนนางของประเทศชื่อ-ถู-กวั่วก็ตาม แต่ใคร่ขอเชิญให้ท่านร่วมรับประทานอาหารอันต่ำต้อยที่พวกเราได้จัดมาเพื่อเป็นเกียรติ และแสดงความยินดีในกรต้อนรับประเทศที่ยิ่งใหญ่ของท่าน

ส่วนพิธีการเลี้ยงรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการนั้น ราชสำนักชื่อ-ถู-กวั่ว ได้จัดขึ้นภาย

หลังการเลี้ยงรับรองของคณะพราหมณ์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

อีกสามวันต่อมา คณะทูตได้รับเชิญไปในพระราชพิธีเลี้ยงต้อนรับคณะทูตด้วยพิธีการเอิกเกริก

มีขบวนแห่เหนเหมือนกับการเข้าเฝ้าฯในครั้งแรก ประกอบด้วยกองทหารเกียรติยศเดินนำหน้าเข้าไปในบริเวณที่ประทับสถานที่จัดเลี้ยงสร้างเป็นยกพื้นขึ้น 2 ที่ บนยกพื้นนั้นมีกระทงทำด้วยใบไม้เป็นจำนวนมาก แต่ละกระทงกว้างยาวถึง 15 ฟุต ประกอบด้วยอาหารต่างๆ จำนวนมาก เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อปลา เนื้อเต่าทะเล เนื้อเต่าน้ำจืด รวมแล้วตั้ง 100 ชนิด ส่วนประเภทขนมมีสีต่างๆ 4 สี คือ สีเหลือง สีขาว สีม่วง และสีแดง พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว รับสั่งให้ราชทูตขึ้นไปนั่งบนที่ยกพื้นสูงซึ่งจัดไว้สำหรับร่วมเสวยพระกระยาหารร่วมกับพระองค์ส่วนพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่นั่งกันบนพื้น  แต่ละคนมีขันทองคำประจำตัวไว้สำหรับดื่มสุรา พนักงานหญิงคอยบรรเลงดนตรีขับ

กล่อมอยู่โดยรอบจนเสร็จสิ้นพิธีการ                       

           

                        ราชทูตเสียง-จุ่น ได้จดบันทึกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ในครั้งนั้นไว้ต่อไปว่า

                        พระเจ้ากรุงชื่อ-ถู-กวั่ว ทรงโปรดแต่งตั้งให้ท่านนา-ยะ-เกียเป็นหัวหน้าคณะทูต เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสุยเป็นการตอบแทน โดยเดินทางไปพร้อมคณะทูตจีนในตอนขากลับ อัญเชิญพระราชสาสน์จารึกในแผ่นทองคำบรรจุกล่องทองคำ และเครื่องราชบรรณาการประกอบด้วย มงกุฎทองคำทำเป็นรูปดอกชบา การบูร สิ่งของพื้นเมืองอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อได้เวลา พวกพราหมณ์ถือดอกไม้ เป่าสังข์ ตีกลอง แห่เหนพระราชสาสน์ไปส่งลงเรือ ขบวนเรือคณะทูตเดินทางออกสู่ทะเลใหญ่ แล่นใบไปในท้องทะเลประมาณ 10 วันก็ถึงภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศลิน-ยี่(เวียดนาม) อันประกอบด้วยทิวภูเขาสูง ราชทูตมองเห็นฝูงปลามีสีเขียวเหมือนใบไม้บินไปเหนือน้ำฝูงหนึ่ง เรือแล่นเลียบชายฝั่งขึ้นไปทางทิศเหนือ เดินทางไปถึงเมืองเกียวจี่ในฤดูใบไม้ผลิเป็นปีที่6 แห่งราชกาล ท่านนา-ยะ-เกีย ได้เข้าเฝ้าฯพระจักรพรรดิ พระองค์ยินดีให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทรงพระราชทานสิ่งของกว่า 200 ชนิด เป็นการตอบแทนแก่ท่านราชทูตและคณะ พร้อมทั้งพระราชทานตำแหน่งเข้าเฝ้าฯ ได้ทุกโอกาสให้แก่ท่านนา-ยะ-เกีย

                        หลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งสำคัญและเก่าแก่ถึงสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 11 อันเป็นช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์ระหว่างสมัยสุวรรณภูมิตอนปลายกับสมัยทวารดีตอนต้น ถูกมองข้ามและขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ชาติไทย ชื่อเสียงที่เคยโด่งดังลือลั่นอยู่อยู่ในพงศาวดารจีนว่า ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว หรืออาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งแปลว่า ประเทศดินแดง ถูกลบไปจนหายไปจากประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ อาจเกิดจากอิทธิพลของข้อเขียนซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ กล่าวถึงชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีนสมัยนั้นว่า

“อาณาจักฟูนันได้สูญสิ้นไป กลายเป็นอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในตอนแรกยังรวมตัวกันอยู่ในที่

ราบลุ่มทะเลสาบสูงโคราชและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตอนกลาง อันเป็นการกระทบกระเทือนต่ออาณาจักรทวารวดีในขณะนั้น ซึ่งพวกมอญยังคงรักษาสถานะทางการเมืองของตนไว้ได้เฉพาะในบริเวณปากแม่น้ำพม่าและในบริเวณปากแม่น้ำพม่าและในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนเหนือเท่านั้น”

                        นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ ยังได้แสดงความเห็นชี้นำต่อไปว่า

                        “ประเทศที่รับเอาอารยธรรมอินเดียนั้น จารึกต่างๆ ที่เคยอาศัยเป็นพื้นฐานข้อมูลส่วนใหญ่ของศตวรรษก่อนๆ ตกมาในระยะนี้แทบจะไม่มีจารึกแบบเดียวกันนั้นอยู่เลย และผลงานทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายจีนซึ่งเป็นขุมข่าวสารอีกประเภทหนึ่ง ในยุคหลักศตวรรษที่ 18 ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์เท่าที่เคยใช้มาในยุคก่อนหน้านั้น...”

                        ท่านจึงกล่าวสรุปประวัติศาสตร์ประเทศสยามไว้ว่า

                       

                        “ชาวไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือสามารถสลัดแยกจากการครอบงำของเขมร  แล้วสถาปนาราชอาณาจักรไทยอิสระขึ้นเป็นแห่งแรกที่กรุงสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหง ราชโอรสองค์ที่ 3 และเป็นรัชทายาทองค์ที่ 2 ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงเป็นผู้ทำให้รัฐใหม่นี้เจริญถึงจุดสุดยอดแห่งอำนาจ.…ในยุคนี้เองคือ ในพ.ศ. 1825 กรุงสุโขทัยได้มีความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกกับประเทศจีน เราไม่ทราบว่าพระบรมราชโองการของจักรพรรดิ เมื่อ พ.ศ. 1842 ที่มีไปยังกษัตริย์แห่งเสียม(สยาม) นี้จะได้ผลหรือไม่....”

                        ความเห็นของนักประวัติศาสตร์ต่างชาติข้างต้นได้สรุปตีความเหมารวมในลักษณะซุกซ่อนปกปิดข้อเท็จจริงทางวิชาการไว้อย่างแนบเนียนจนสามารถสร้างความเชื่อขึ้นอย่างมั่นคงว่า“ชนชาติสยาม” และ “ชนชาติไทย” เป็นชนเผ่าพันธุ์เดียวกันที่เริ่มต้นสร้างประวัติศาสตร์ของตนขึ้นทางภาคเหนือเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 พร้อมทั้งพยายามอธิบายให้ชาวโลกเชื่อว่า อาณาจักรฟูนัน หมายถึงอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองเหนือดินแดนในประเทศไทยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ก่อนหน้านั้นประวัติศาสตร์จีนมิได้เอ่ยถึงชื่อของ “ราชอาณาจักรสยาม” หรือ “ชนชาติสยาม” ไว้เลย ชนเผ่าเร่ร่อนดังกล่าวนี้ เพิ่งปรากฏโฉมหน้าขึ้นในแหลมอินโดจีน แย่งชิงดินแดนของชนชาติมอญและชนชาติเขมร สถาปนาราชอาณาจักรไทยสืบลงมาจนถึงปัจจุบัน

                        ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม และนักประวัติศาสตร์ไทยอีกหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นรวบยอดดังกล่าว พยายามให้ความสำคัญต่อหลักฐานทางโบราณคดีทางภาคใต้ ตลอดจนเอกสารประวัติศาสตร์จีน ตำนานพงศาวดารลังกา จดหมายเหตุนักเดินเรือชาวอาหรับ พอข้อมูลใหม่หลายประการเกี่ยวกับยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขี้นในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติศาสตร์ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาศึกษาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้ว่า หมายถึง“อาณาจักรตามพรลิงค์โบราณ” ที่ยังคงมีอำนาจทางการเมืองการทหารอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้ อาณาจักรศาสนาพุทธแห่งนี้มิได้พ่ายแพ้หรือถูกยึดครองจากกองทัพเกรียงไกลของพระเจ้าอีสานวรมันแห่งอาณาจักรกัมพูชาแต่อย่างใด ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนอยู่ในจดหมายเหตุของราชทูตเสียง-จุ่นดังกล่าวมาแล้ว

                        นอกจากนั้น ยังอ้างถึงจดหมายเหตุของภิกษุนักจากริกจีน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกรูปหนึ่งมีชื่อว่า

“หลวงจีนอี้-จิง” ซึ่งเคยเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศอินเดียโดยทางเรือทั้งขาไปและขากลับผ่านทะเลจีนใต้ระหว่าง พ.ศ. 1214 ถึง พ.ศ. 1236 ท่านได้เดินทางไปยังแคว้นสมทัตหรือบังกลาเทศ เหมือนกับเมื่อครั้งหลวงจีนยวน-ฉ่าง หรือ พระถังซำจั๋งเคยไปเยือนเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ท่านจดบันทึกถึงดินแดนสุวรรณภูมิไว้ว่า

                        “ดินแดนทางตะวันออกของมหาวิทยาลัยนาลันทาไกลออกไป 500 โยชน์ เรียกว่า ปัจระประเทศฝ่ายตะวันออก ณ ที่สุดถึงเทือกภูเขาดำใหญ่ซึ่งอาจเป็นพรมแดนฝ่ายใต้ของตะรุฟัน(ประเทศทิเบต) กล่าวกันว่าเทือกเขานี้(ภูเขาหิมาลัย) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลจก(มณฑลเสฉวน) เราอาจเดินทางไปถึงภูเขานี้ได้ในเวลากว่า 1 เดือน ทางใต้จากนี้ไป มีบ้านเมืองจดทะเลเรียกว่า ประเทศซิด-หลี-ซ่า-ต้า-ล้อ (อาณาจักรศรีเกษตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่า) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศนี้เป็นประเทศหลั่ง-เจีย-สู(อาณาจักรคามลังกา) ต่อมาทางตะวันออกคือ ประเทศตู-โห-โป-ติ (อาณาจักรทวารวดี) ต่อไปทางตะวันออกในที่สุดถึงประเทศลิน-ยี่ (อาณาจักรจามปา ในประเทศเวียดนาม) พลเมืองของประเทศเหล่านี้นับถือพระรัตนตรัยอย่างดี...”

                        ข้อความในบันทึกของหลวงจีนอี้-จิงมีข้อสังเกตุที่แตกต่างไปจากจดหมายเหตุของหลวงจีนยวน-ฉ่างคือ อาณาจักรอีสานปุระได้ขาดหายไปโดยไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุที่แน่ชัด นอกจากปรากฏข้อความในพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ถังกล่าวไว้แต่เพียงว่า อาณาจักรอีสานปุระได้แตกแยกออกเป็น 2แคว้น เรียกว่า แคว้นเจนละน้ำ อันเป็นหลักฐานยืนยันว่า อาณาจักรกัมพูชาได้แตกสลายไปอย่างลึกลับโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ภายหลังจากประเทศจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างมั่นคงกับอาณาจักรตามพรลิงค์ เมื่อ พ.ศ. 1150 อาณาจักรจามปาถูกกองทัพจีนโจมตีและบังคับให้อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของประเทศจีน ส่วนอาณาจักรศรีเกษตรคงมีอำนาจอยู่เฉพาะในดินแดนทางภาคเหนือของประเทศพม่า พื้นที่ปากแม่น้ำอิรวดีตามชายฝั่งทะเลทางตอนใต้มีหลักฐานว่า ชนชาติมอญตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ทั่วไป แต่ไม่ปรากฏร่องรอยอะไรที่แสดงให้เห็นว่าชนชาติมอญมีอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันบนคาบสมุทรอินโดจีนประมาณ พ.ศ. 1181 เพราะหนังสือ “ตำนานพงศาวดารเหนือ” กล่าวถึงการจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นในดินแดนประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า

                        “ศุภมัสดุ พุทธศักราช 306 ปีกุน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงกษัตริย์เมืองตักกะสิลามหานคร ทรงพระนามพระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงอานุภาพมหิทธิฤทธิ์เลิศล้ำกว่ากษัตริย์ทั้งหลาย....มีพระราชโองการสั่งแก่อดีตพราหมณ์ปุโรหิตว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนสิ้นพระพุทธศาสนา ให้ตั้งจุลศักราชไว้สำหรับกรุงกษัตริย์สืบไปเมื่อหน้า  จึงให้ตั้ง ณ วันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 1 ค่ำ จุลศักราชปีชวด เอกศก เมื่อมหาสงกรานต์ไปแล้ว จึงให้ยกขึ้นเป็นจุลศักราชวันเดือนปีใหม่……พระองค์ให้ตั้งพระราชกำหนดจุลศักราชแล้ว พระองค์สวรรคตในปีนี้ เสวยราชสมบัติ 72 ปี จุลศักราชศก 1”

                        พระราชประวัติของพระยาสักรดำมหาราชาธิราช ผู้ประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นในสมัยศิลาจารึก แต่หนังสือตำนานพงศาวดารเหนือเพิ่งเขียนขึ้นในชั้นหลัง นักประวัติศาสตร์สมัยเก่าคือพระยาประชากิจกรจักร์(แช่ม บุนนาค) ได้พยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ และอธิบายขยายความไว้ว่าศักราช ปี เดือน ในตำนานต่าง ๆมักผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันมากเพราะสังเกตเห็นว่า ต้นฉบับตำนาน เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นในชั้นหลัง แต่ได้คำนวณศักราชถอยหลังไป ทั้งวิธีการคิดคำนวณ วัน เดือน ในรอบปี ของ “ชาวไทยเหนือ” หรือ “ลาว” และ “ชาวไทยใหญ่” หรือ “เงี้ยว” ใช้วิธีการนับอย่างจีน ทิเบต เป็นต้นว่า เดือน 5 ของภาคกลาง พวกไทยใหญ่หรือเงี้ยว นับเป็นเดือน 6 แต่ในมณฑลพายัพ นับเป็นเดือน 8 จึงไม่ตรงกัน

                        ท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำว่า “ศักราช” อาจแปลความหมายได้เป็น 2 นัย คือ แปลว่า พระราชาของชาวศักกะ อย่างหนึ่ง แต่หากคำว่า “ศก” หมายถึงปี ก็อาจแปลว่า การนับปีที่พระเจ้าแผ่นดินดำรงราชย์ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีแบบอย่างเป็นประเพณีอยู่หลายประการตามวัฒนธรรมอินเดียว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของพระราชาธิราชผู้มีชื่อเสียงในอดีต ทรงแผ่กฤษฏาภินิหารไปทั่วทวีป แล้วประกาศตั้งปีศักราชนั้นไว้เป็นอนุสาณ์ เช่น

กาลียุคศักราช, วิกรมาทิตย์ศักราช,มหาศักราช เป็นต้น นอกจากนั้นวันดับขันธ์ของศาสดาสำคัญทางศาสนา บรรดาสาวกมักประกาศจัดตั้งปีศักราชไว้เป็นที่ระลึกถึง เช่น มหาวิระศักราช,พุทธศักราช แต่มีวิธีการคำนวณโดยยึดถือกาลียุคศักราชเป็นบรรทัดฐาน คือ พุทธศักราช ตั้งขึ้นในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมื่อกาลียุคศักราชล่วงลงมาแล้วได้ 2559 ปี ต่อมาปี มหาศักราช กษัตริย์อินเดียประกาศตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราชล่วงหน้าได้ 621 ปี ภายหลังพระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นมหาศักราชล่วงหน้ามาได้ 560 ปี ตรงกับปีพุทธศักราช 1181

                        นักประวัติศาสตร์ผู้พยายามค้นหาความจริงในตำนานพงศาวดารโยนกท่านนี้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความที่กล่าวว่า “ศุภมัสดุ พุทธศักราช 306 ปีกุน” พระยาสักรดำมหาราชาธิราชทรงทำพิธีตัดหรือลบศักราชแล้วประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นใหม่นั้น เป็นวิธีการเขียนตำนานแบบโบราณเพื่อร่นเวลาขึ้นไปให้ทันสมัยพุทธกาลและพัวพันอยู่กับเรื่องพุทธพยากรณ์ว่าบ้านเมืองของตนพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ หรือทำนายไว้ว่าต่อไปจะเจริญรุ่งเรือง เป็นแหล่งประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน แต่ใช้วิธีการคำนวณผิดหลักเกณฑ์ทั้งระบบสุริยคติและระบบจันทรคติ เพราะการ นับ วัน เดือน ปี ของประเทศอินเดียกับประเทศจีนแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าในปี พ.ศ. 1181 นั้น พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเดชาอานุภาพยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ได้ประกาศตั้งปีจุลศักราชขึ้นในดินแดนแหลมอินโดจีนแน่นอนเพราะว่าประเทศต่าง ๆ ในแถบนี้ เป็นต้นว่า พม่า มอญ เขมร ลาว ไทย ต่างนิยมใช้ปีจุลศักราชสืบต่อมาจากปีมหาศักราช จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในปัจจุบันจุลศักราชยังคงนิยมใช้กันอยู่ในวงการโหราศาสตร์เรียกว่าศักราชโหรา

                        แม้ว่าตำนานพงศาวดารไทยเหนือบางฉบับอ้างว่า พระยาสักรดำมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์พม่าผู้ครอบครองอาณาจักรพุกาม แต่เดิมอุปสมบทได้รับสมณศักดิ์เป็น “สังฆราชบุพโสรหัน”ลาเพศบรรพชิตออกมาชิงราชสมบัติ เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 19 แห่งราชวงศ์สมุทรฤทธิ์ เป็นผู้ประกาศตั้งจุลศักราชขึ้นเพื่อพุทธกาลล่วงมาได้ 1182 วัสสา กาลียุคศักราชล่วงได้ 3739 ปี ตำนานพงศาวดารเชียงแสนกล่าวว่า พุทธกาลล่วงได้ 622 พรรษา “พระยาตรีจักขุ” กรุงพุกามลบพุทธศักราช 622 เสีย ตั้งศักราชใหม่มาได้ 559 ปี จึงพระยาอนุรุทธรรมิกราชลบศักราชตรีจักขุ 559 เสีย ตั้งจุลศักราชใหม่ในปีกุนเป็นเอกศกนั้น นอกจากผู้แต่งตำนานใช้เกณฑ์ศักราชผิดแล้ว ยังทำให้เรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยนั้นหาข้อยุติแน่นอนไม่ได้ว่า เป็นชนชาติมอญหรือชนชาติพม่าหรือเป็นชนชาติใดกันแน่ เพราะขัดแย้งกับข้อความเรื่องเดียวกัน แต่ต่างเวลาเพียง 10 ปี กษัตริย์ผู้ทรงเดชาอานุภาพยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง ทรงจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นในดินแดนภาคกลางของประเทศไทย แผ่ขยายกว้างไกลถึงตอนใต้ของประเทศจีน ดังมีข้อความว่า

                        “เมื่อพระพุทธศักราช 1002 ปี จุลศักราช 10 ปี ระกา สัมฤทธิศก พระยากาฬวรรณดิศราช ราชบุตรของพระยากกากะพัตร ได้เสวยราชสมบัติเมืองตักกะสิลามหานคร  จึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ แล้วพระยากาฬวรรณดิศราชให้พระยาทั้งหลายไปตั้งเมืองอยู่ทุกแห่งและขุนนางขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสัตนาหะ  เมืออเส เมืองโกสัมพี…..”

                        ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้ศึกษาตรวจสอบตำนานพงศารวดารเหนือ ให้ความเห็นว่า พระยาสักรดำมหาราชาธิราชกับพระยากากะพัตรนั้น เป็นกษัตริย์องค์เดียวกัน แต่ตัวเลขในพงศาวดารเหนืออาจคัดลอกกันมาเลอะเลือน พยายามร่นเวลาขึ้นไปหาพุทธกาลจนเกินไป เอาแน่นอนไม่ได้ ส่วนตัวเลขจุลศักราชลงรอยกับปีนักษัตร เรื่องราวสมัยพระยากาฬวรรณดิศราชสร้างเมืองละโว้ขึ้นตรงกับ พ.ศ. 1191 พบร่องรอยทางด้านโบราณคดีหลายประการที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี ส่วนรายชื่อเมืองสัตนาหะ สันนิษฐานว่าหมายถึง เมืองหลวงพระบางหรือเมืองชวาเมืองอเส อาจตั้งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา เมืองโกสัมพี เชื่อกันว่าหมายถึงเมืองแสนหวีในรัฐฉาน ประเทศพม่า เมืองทวารบุรียังค้นหาไม่พบ นอกจากนั้นตำนานพงศาวดารเหนือยังกล่าวถึงการจัดระเบียบสังคมและบูรณาการบ้านเมืองต่อไปว่า

                        “จนพุทธศักราช ล่วงได้ 1015 พรรษา จุลศักราช 17 ปีมะโรงสัปตศก พระยากาฬวรรณดิศราชกลับขึ้นไปทำนุบำรุงเมืองนาเคทรแล้วกลับลงมาเมืองสวางคบุรี จึงอาราธนาพระรากขวัญกับพระบรมธาตุกับข้อพระกรของพระพุทธเจ้าที่บรรจุไว้ในพระเจดีย์แต่ครั้งพระอานนท์และพระอนุรุทธเถรเจ้ากับพระยาศรีธรรมโศกราชท่านชุมนุมกันบรรจุไว้แต่ครั้งก่อนนั้น ลงมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์เมืองละโว้ สิ้น 2 ปี พระองค์สวรรคต”

                        เรื่องราวดังกล่าวนี้เป็นประวัติศาสตร์การบูรณาการเมืองโยนกเชียงแสนขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 1198 ภายหลังจากถูกกองทัพกัมพูชายึดครองอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมากระแสน้ำพัดบ้านเมืองจมหายไปในแม่น้ำโขง พวกขอมเมืองโพธิสารหลวงถูกตีโต้ถอยกลับไป พระยากาฬวรรณดิศราชจึงขึ้นไปสร้างบ้านเมือง แต่ตั้งให้                                       

“ปู่เจ้าลาวจก” เป็นกษัตริย์ปกครอง อันเป็นพระราชประวัติของกษัตริย์อาณาจักรล้านนาไทยสมัยต่อมา หลักฐานอันสับสนแต่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากับชนชาวพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดจนชาวพื้นเมืองในประเทศลาว มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดภายใต้ศิลปวัฒนธรรมเดียวกันมาช้านาน ผสมผสานถ่ายเทความสมานฉันท์ในฐานะบ้านพี่เมืองน้องกันมาอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าแตกต่างกันในด้านเผ่าพันธุ์ก็ตาม แต่การสืบสวนค้นหาอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรทวารวดีเพื่อทราบถึงอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า อาจเกิดจากการจัดระเบียบสังคมใหม่ในสมัยพระยาสักรดำมหาราชาธิราชและพระยากาฬวรรณดิศราช เมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 อันเป็นศิลปวัฒนธรรมใหม่ แสดงออกถึงการนับการนับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน และการสร้างศิลปกรรมโดยลอกเลียนแบบศิลปะสมัยคุปตะที่รุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียเรียกกันว่า “ศิลปะทวารวดี” นั้นเป็นของชนชาติมอญหรือชนชาติใด

                        ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ได้ศึกษาจารึกภาษาสันสกฤต ตัวอักษรปัลลวะที่ฐานพระพุทธรูปศิลาปางประทานพร ศิลปะสมัยทวารวดีพบที่วัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี มีข้อความว่า

“นายก อารชวะ ผู้เป็นอธิบดีแห่งเมืองตงคุระ ทรงเป็นราชโอรสของพระราชาแห่งนครศามพูกะ ได้สร้างรูปพระมุนีองค์นี้”

ท่านได้ตั้งข้อสังเกตุและชี้ให้เห็นถึงถ้อยคำอันน่าสนใจของคำว่า“นายก” และ“อธิบดี” ที่ฐาน

พระพุทธรูปองค์นั้น พร้อมกับอธิบายให้ทราบว่า เป็นตำแหน่งทางการเมืองการปกครองของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว

ซึ่งราชทูตเสียง-จุ่น เขียนไว้ในจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ. 1150 ที่เรียกว่า“นา-ยะ-เกีย” กับ “โป-ติ” อันหมายถึง

ตำแหน่งรัชทายาทของอาณาจักรตามพรลิงค์ ประการหนึ่ง ตำแหน่งเจ้าเมือง ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ อีกประการ

หนึ่ง ส่วนคำว่า “โป-ติ” อันหมายถึง ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานประจำเมืองต่างๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรมการเมือง ประการหนึ่งแปลว่า ผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ในบ้านเมือง อีกประการหนึ่ง แม้ว่า “นายกอารชวะ” ผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง  “เมืองตงคุระ” อาจมีฐานะเพียงหัวเมืองขนาดเล็ก แต่จารึกดังกล่าวได้บอกให้ทราบถึงการจัดรูปแบบการเมืองการปกครองในภาคกลางของประเทศไทย เหมือนกับบ้านเมืองในคาบสมุทรทางภาคใต้  และเป็นรัฐที่นับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลานั้นอิทธิพลทางการเมืองของอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งเป็นรัฐที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ได้หมดสิ้นไปจากสิ้นไปจากบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรอินโดจีนแล้ว

                        กระแสการเมืองการปกครองและคลื่นวัฒนธรรมแบบใหม่ ได้หลั่งไหลเข้าไปมีอิทธิพลอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งรู้จักในนาม “ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี” โดยมีศูนย์กลางความเคลื่อนไหวอยู่ที่เมืองลพบุรีและเมืองสวางบุรี แล้วแผ่ขยายถ่ายเทระบบการเมืองการปกครองและศิลปวัฒนธรรมใหม่ขึ้นไปทางเหนือถึงเมืองแสนหวี ในแคว้นสิบสองปันนาเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาว ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพงศาวดารเหนือ ซึ่งมีลักษณะขัดแย้งกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในดินแดนประเทศไทย ล้วนบ่งบอกให้สันนิษฐานว่า“อิทธิพลคลื่นวัฒนธรรมใหม่” อันปรากฏรูปธรรมอยู่ใน  “ศิลปะทวารวดี” คือ การนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานหรือลัทธิเถรวาท แสดงออกทางรูปเคารพของ“พระพุทธรูป” ตลอดจน “ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม” โดยลอกเลียนแบบมาจาก“ศิลปะสมัยคุปตะ” ที่รุ่งเรืองแพร่หลายอยู่ในประเทศอินเดียยุคนั้น

                        นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี ผู้มีความรอบรู้เรื่องราวในอดีตของดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ ยังได้ร่วมกับศาสตราจารย์จอง บัวเซอร์ลิเย เดินทางไปศึกษาแหล่งอารยธรรมเก่าแก่บริเวณควนสราญรมย์หลังสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตาปีตอนล่าง ชี้ให้เห็นถึงศิลปโบราณวัตถุสกุลช่างทวารวดีทางภาคใต้ ที่มีลักษณะแตกต่างกับศิลปะสกุลช่างทวารวดีทางภาคใต้ ที่มีลักษณะแตกต่างกับศิลปะสกุลช่างทวารวดีในภาคกลางหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขุดค้นใต้ดินเพื่อศึกษารากฐานโบราณสถานเก่าแก่บริเวณนั้นพบว่า ระบบการเรียงอิฐ แบบการก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ขนาดของอิฐที่ใช้ ตลอดจนลวดลายปูนปั้น คล้ายคลึงกับโบราณสถานสมัยทวารวดีทางภาคกลางแตกต่างกันแต่เพียงแผ่นอิฐที่ทำขึ้นในภาคใต้ไม่ผสมแกลบเหมือนในภาคกลางเท่านั้น ท่านจึงสรุปความเห็นยืนยันว่า ในดินแดนทักษิณรัฐได้สร้างสรรค์โบราณสถาน โบราณวัตถุ แบบเดียวกับศิลปกรรมสมัยทวารวดีทางภาคกลางแน่นอน แต่ถ้าไม่พิจารณาให้รอบคอบอาจสำคัญผิดว่าเป็นศิลปะสกุลช่างศรีวิชัย

                        น. ณ ปากน้ำ นักโบราณคดีผู้มีผลงานทางวิชาการมากมาย นอกจากเป็นผู้เสนอข้อมูลใหม่ อธิบายให้ทราบว่า การสร้างพระพุทธรูปซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าทำขึ้นในแคว้นคันธารราฐตั้งแต่พระเจ้ามิลินท์นั้น บัดนี้เป็นที่ยุติกันแล้วว่า การสร้างพระพุทธรูปเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้ากนิษกะเป็นปฐมแล้ว ท่านยังได้เดินทางไปศึกษาศิลปอินเดีย ถ่ายภาพศิลปะสมัยคุปตะในพิพิธภัณฑ์ของประเทศนั้นไว้ทุกชิ้น และพยายามสืบสานงานค้นคว้าศิลปกรรมทางภาคใต้ เสนอบทความเรื่อง“ศิลปกรรมเก่าแก่ที่สุราษฎร์ธานี” ไว้ว่า

                        ศิลปะแบบคุปตะของชาวอินเดียระหว่างพุทธศตวรรษที่ 9-11 ได้เผยแพร่เข้ามารุ่งเรืองอยู่ในดินแดนภาคใต้ ชาวพื้นเมืองในแถบนั้นนำวัสดุในท้องถิ่นมาประติมากรรมเป็นเทวรูปพระวิษณุ พระพุทธรูป ลวดลายเครื่องประดับ สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า พยายามลอกเลียนศิลปะอินเดียสมัยนั้นได้อย่างใกล้เคียง ทั้งพัฒนาฝีมือกันอย่างต่อเนื่องสืบสานกันไปไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมสำคัญของ“ศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง” ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นที่ตั้งของ “เมืองพาน -พาน ” หรือ  “เมืองหลั่ง-ยะ-สู ” ที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุจีนสมัยพุทธศตวรรษที่ 11 ศิลปกรรมเก่าแก่เหล่านั้นสร้างขึ้นจากฝีมือของช่างชาวแหลมทอง มิใช่นำมาจากอินเดีย มีลักษณะคล้ายคลึงกับศิลปะสมัยทวารวดีในภาคกลาง

                        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ เขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย  ” กล่าวถึงศิลปกรรมในคาบสมุทรภาคใต้ดังกล่าวว่า“ศิลปะสกุลช่างก่อนสมัยศรีวิชัย ” หลักฐานในด้านโบราณคดีอันน่าพิศวงเหล่านี้ ยังได้แพร่หลายเข้าไปทางภาคใต้ของประเทศเขมร จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูปโบราณเรียกว่า

“ศิลปะแบบพนมดา ”แต่ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ไม่ทรงเห็นชอบด้วย เสนอความเห็นเกี่ยวกับกลุ่มประติมากรรมประเภทเทวรูปโบราณที่พบในประเทศไทยไว้ว่า

                        “เทวรูปโบราณส่วนใหญ่ค้นพบทางภาคใต้และภาคตะวันอออกของประเทศไทย เทวรูปที่นุ่งผ้ายาวเหล่านี้ อาจแบ่งออกเป็น 2 หมวดคือ หมวดหนึ่งคาดผ้าเฉียง อีกหมวดหนึ่ง คาดผ้าตรง หมวดแรกคงมีอายุเก่าแก่ เพราะมีลักษณะคล้ายกับเทวรูปในประเทศอินเดีย  ส่วนมากค้นพบทางภาคใต้ ส่วนหมวดหลังก็ค้นพบอีกหลายรูปและมีวิวัฒนาการให้ปราจีนบุรี เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เมืองตรีเทพนี้ ทั้งศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธคงเจริญขึ้นพร้อมกัน ”

                        ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาโบราณคดีหลายท่าน ได้ชี้ให้เห็นถึงแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ทางภาคใต้ เป็นบ่อเกิดการสร้างสรรค์เทวรูปพระวิษณุโบราณและศิลปกรรมลอกเลียนแบบมาจากศิลปะสมัยคุปตะในประเทศอินเดีย อันเป็นรากฐานในการสร้างประติมากรรมของศิลปะทวารวดีที่ยังไม่สามารถค้นหาที่มาของอำนาจทางการเมืองได้ ศาสตร์จารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศดิศกุล เขียนหนังสือ“ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์” กล่าวถึงอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนแหลมมลายูมีชื่อว่า“รัฐลังกาสุกะ” ซึ่งจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์เหลียงเคยส่งทูตเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง พ.ศ. 1045 ถึง พ.ศ. 1099 บอกว่า “ประเทศนี้ตั้งมาแล้วกว่า400 ปี” จึงสันนิษฐานกันว่า “รัฐลังกาสุกะ ” อาจเริ่มก่อตั้งขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 6 ตรงกับสมัยสุวรรณภูมิ เชื่อกันว่า

“รัฐลังกาสุกะ ”คือ “ประเทศหลั่ง-ยะ-สู”หรือ “ประเทศหลั่ง-เจีย-สู-เจีย ”  ที่ปรากฏชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของ

หลวงจีนยวน-ฉ่างและหลวงจีนอี้-จิง ตลอดจนภาพวาดรูปราชทูตของ“ประเทศหลั่ง-ยะ-สู” เมื่อครั้งเดินทางไปเจริญทางไมตรี จิตรกรประจำราชสำนักได้วาดไว้ และเขียนประวัติย่อของประเทศนี้ไว้ข้างภาพบอกว่า

                        “หลั่ง-เจีย-สู  เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล มีอาณาเขตด้านยาวจากเหนือลงใต้ระยะทางเดินไม่เกิน 20 วัน ”

                        แผนที่การเดินเรือของราชทูตเสียง-จุ่น เมื่อ พ.ศ. 1150 บอกให้ทราบเพิ่มเติมว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ประเทศสองตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของคาบสมุทรประเทศหลั่ง-ยะ-สู ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว บ้านเมืองเหล่านี้ หลวงจีนอี้-จิง เรียกว่า

“ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ ” มีความชำนาญในการเดินเรือ เคยเดินทางไปถึงเมืองกวางตุ้งก่อนชาติอื่นใด มีความสัมพันธ์ทางการทูตการค้ากับประเทศจีนตลอดมา จึงสันนิษฐานกันว่า ดินแดนในแถบคอคอดกระอันเป็นเส้นทางเดินบกข้ามแหลม เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางอำนาจเก่าแก่ เพื่อควบคุมสายคมนาคมทางทะเล แต่อาจเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายเมืองหลวงไปตามความเหมาะสมจดหมายเหตุจีนจึงจดบันทึกว่า กิมหลิน บ้าง พาน-พาน บ้าง

หลั่ง-ยะ-สู บ้าง ชื่อ-ถู-กวั่ว

                        ประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ หมายความรวมถึงบ้านเมืองทั้งหลายที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลในคาบสมุทรทางภาคใต้ ทั้งชายฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งทะเลตะวันตก อาจแผ่ขยายอำนาจขึ้นไปในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำอิรวดีทางตอนใต้ของประเทศพม่า จึงเกิดความสำคัญผิดคิดว่า ประเทศหลั่ง-ยะ-สู เป็นอาณาจักรมอญ จนกระทั่งพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง  เป็นภาพวาดการแต่งกายของราชทูตประเทศสยามทั้งชายและหญิงที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนในรัชการจักรพรรดิเฉิน-หลงแห่งราชวงศ์ชิง เมื่อ พ.ศ. 2305 ตรงกับสมัยปลายอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จักรพรรดิจีนทรงมีรับสั่งให้จิตรกรประจำราชสำนักชื่อ “เชียะ-สุย ” เขียนภาพเหมือนไว้พร้อมทั้งจารึกประวัติย่อของประเทศสยามทั้งภาษาแมนจูและภาษาจีนคล้ายกับเมื่อครั้งจิตรกรประจำราชสำนักเหลียงเคยเขียนภาพราชทูตของประเทศหลั่ง-ยะ-สู ไว้เมื่อปลายพุทธศตรวรรษที่ 10 หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น ได้เปิดเผยโฉมหน้าเป็นข้อมูลอธิบายความเคลื่อนไหววิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยาวนานของ“ประเทศสยาม ” ไว้ว่า

                        “ประเทศเสียม-หลอ-กั่ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของแจ้นเฉิน(เวียดนาม) ในสมัยราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง เรียกชื่อประเทศนี้ว่า ชื่อ-ถู-กวั่ว(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เชียะโท้ว)แปลว่า ประเทศที่มีพื้นดินเป็นสีแดง....”

                        ข้อความอันแจ่มชัดซึ่งเอกสารประวัติศาสตร์จีนเขียนไว้อย่างมั่นคงไม่เพียงแต่ส่งผลสะเทือนไปถึงข้อเขียนของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เรื่อง “ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน ” ที่ด่วนสรุปว่า “สยาม ”

หมายถึง พวกไทยในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลาง เป็นหน่วยชาติวงศ์หน่วยใหม่ที่ปรากฏขึ้นในแหลมอินโดจีน การเข้ามาอยู่ในอินโดจีนของพวกไทย เป็นการแทรกซึมเข้ามาอย่างช้าๆ โดยเริ่มมานานแล้วในอดีต ที่ได้มีการเคลื่อนย้ายประชากรจากเหนือลงใต้ ” ซึ่งสอดรับกับนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่งชื่อว่า ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟีโน เขียนประวัติศาสตร์ประเทศสยามอย่างผิดๆ สนับสนุนความคิดเพื่อนร่วมชาติของตนว่า

                        “การมุ่งหน้าลงมาทางใต้ของชาวไทยคล้ายการไหลบ่าของน้ำเพราะคนเชื้อชาติเด่นพิเศษนี้เคลื่อนที่ไปอย่างแนบเนียนอ่อนตัวประดุจน้ำบ่า อยู่ใต้ฟ้าใดก็เข้ากับสีของฟ้านั้น เข้าไปฝั่งใดก็ปรับรูปเข้ากับฝั่งน้ำนั้นแต่ในประการภายใต้ผิวหน้าอันหลากหลายก็ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ประจำชาติและภาษาของตนไว้ได้ จึงแผ่ซ่านออกไปประดุจผ้าผืนใหญ่ซึ่งคลี่คลุมจีนตอนใต้ ”

                        ประวัติศาสตร์อารยธรรมตามพรลิงค์ อาณาจักรที่ถูกลืมและมองข้ามไป จนกระทั่งชาวต่างชาติเขียนเรื่องราวแพร่ไปทั่วโลกว่า“ชนชาติสยาม”   คือ “ชนชาติไทลาว ” ซึ่งอพยพหลั่งไหลจากเหนือลงใต้ เพิ่งก่อตั้งประเทศของตนขึ้นเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และฝังลึกอยู่ในความเชื่อเช่นนั้นมาเป็นเวลาช้านาน บัดนี้ ได้ถูกลบล้างลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิงด้วยข้อพิสูจน์ทั้งในหลักฐานหลายประการสนับสนุนให้เห็นว่า  “ชนชาติสยาม”  คือ  “ประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว”            ได้ก่อกำเนิดขึ้นในดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ตรงบริเวณคอคอดกระ เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและบ่อเกิดอารยธรรมใหม่ที่แพร่หลายมาจากประเทศอินเดีย สมัยราชวงศ์คุปตะ ทั้งยังเป็นชนชาติที่มีอำนาจทางทะเล สามารถควบคุมเส้นทางการค้า การเดินเรือในมหาสมุทรมาก่อน พ.ศ. 1150 จากข้อความในเอกสารประวัติศาสตร์จีนบอกให้ทราบว่า ชนชาติสยามในคาบสมุทรภาคใต้ได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นไปสร้างเครือข่ายบนคาบสมุทรดินโดจีน โดยมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังปรากฏข้อความอีกตอนหนึ่งว่า

                        “ต่อมาประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ได้แบ่งออกเป็น 2 รัฐ รัฐหนึ่งเรียกว่า หลัน-ฮู่(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า หลอ-ฮก) ส่วนอีกรัฐหนึ่งเรียกว่าฉ้วน(ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เสียมหรือเสียน)”

                        นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า “หลัว-ฮู่” หรือ “หลอ ฮก” ในภาษาจีนนั้นหมายถึงคำว่า “ฉ้วน” หรือ “เสียม” เพราะจดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์หงวนจดบันทึกไว้เมื่อครั้งราชทูตหอ-เจา-จี่ เดินทางมายังกรุงสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1838 ระบุว่า อาณาจักรสุโขทัยคือ ประเทศสยาม แต่ข้อความเหตุจีนเกือบทั้งหมดยืนยันมั่นคงไม่เคยเปลี่ยแปลงว่าแต่เดินประเทศสยามมีรากฐานก่อกำเนิดมาจากประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ดังมีตัวอย่างอีกตอนหนึ่ง สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้บ้านเมืองต่อสู้ขับไล่กองทัพพม่าที่ยึดครองประเทศไทยออกไปได้แล้วพระองค์พยายามติดต่อทางการทูตกับประเทศจีน เพื่อให้ราชสำนักจีนรับรองว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ถูกต้องชอบธรรมของประเทศไทย โดยส่งคณะทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาสน์ไปถวายจักรพรรดิเฉิน-หลง เมื่อ พ.ศ. 2311 พระองค์รับสั่งให้เจ้ากรมพิธีการทูตตรวจสอบเรื่องราวของประเทศสยาม เจ้ากรมพิธีการทูตกราบทูตฯรายงานว่า

“ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ตรวจดูเรื่อง เสียม-หลัว-กวั่ว ดูแล้ว เห็นมีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งสมัย

ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง สมัยโน้นเรียกว่าประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว ด้วยครั้งพระเจ้าสุยทางเต้ พระเจ้าสุยเอี๋ยงตี้ ขึ้นครองราชสมบัติ ปีอิดทิ้ว ขุนนางสุนถังจู๊ชื่อ เสียง-จุ่น ได้จดความไว้ว่า ชื่อ-ถู-กวั่ว-อ๋อง นับถือศาสนาพุทธ คาดคะเนว่า พระเจ้าแผ่นดินแซ่เดียวกับพระพุทธเจ้าชาวเสียง-หลัว-กวั่ว เป็นชนชาติเดียวกับชาวฮู-หลำ(อาณาจักรฟูนัน)  ประเทศนี้ตั้งอยู่ริมทะเลทางทิศใต้... ”

เรื่องราวการติดต่อทางการทูตกับประเทศจีน สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แสดงให้เห็นถึง

ความสำคัญเกี่ยวกับประเพณีทางการทูต ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งในเชิงวิเคราะห์ปัญหาประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาอำนาจทางการเมืองของประเทศและอำนาจการต่อรองเศรษฐกิจการค้าที่ไม่อาจละเลยมองข้าม เพราะสามารถนำไปวิเคราะห์ตีความศิลปโบราณวัตถุที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น โดยมีอำนาจรัฐรองรับให้สมเหตุสมผล เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองของประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว  สมัยพ.ศ. 1150 กับสมัยกรุงธนบุรี ในพ.ศ. 2311 ว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด เห็นได้จากข้อความการตอบปฏิเสธของราชสำนักจีนว่า

“การที่เจิ้น-เจ้า (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) จะให้จีนยอมรับว่า เป็นกษัตริย์และพระราชทานตร

ตำแหน่งพิเศษให้นั้น ราชสำนักจีนไม่สามารถให้ได้ เพราะมิได้เป็นไปตามประเพณีเดิมที่ถูกต้องแล้ว เจิ้น-เจ้า

สืบหาองค์รัชทายาท ช่วยพระองค์ให้กอบกู้ประเทศชาติ แล้วอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เจิ้น-เจ้ามิได้ทำเช่นนั้น

กลับคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์เสียเอง ทางจีนจึงไม่เห็นชอบด้วยกับความไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรม นอกจากนั้นยังมี

รัฐอื่นอีก 3 รัฐ ที่ยังคงต่อสู้และต่อต้านท่านอยู่  อย่างเช่น หลู-ซื่อ-หลู่ ทั้งนี้เพราะว่าท่านมิได้เป็นองค์รัชทายาท”

                                    จดหมายเหตุของราชทูตเสียง-จุ่น ได้บรรยายให้เห็นถึงสมัยจักรพรรดิสุยเอี๋ยงตี้ทรงต้อนรับ

ท่านนา-ยะ-เกีย พระราชกุมาร หัวหน้าคณะทูตประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว  ด้วยความอบอุ่นสมเกียติเพียงใด พระองค์พระ

ราชทานตำแหน่งพิเศษมีสิทธิเข้าเฝ้าฯได้ทุกโอกาส ตลอดจนพระราชทานสิ่งของตอบแทนเป็นจำนวนมาก สิ่ง

เหล่านี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีอำนาจทางการเมืองอันสมบูรณ์ มีอำนาจทางการทหาร จนราชสำนักจีน

ตระหนักถึงความสำคัญ อาจเจรจาลับทางการเมืองเพื่อขอร้องประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว  ให้ใช้กำลังทหารกดดันอาณา

จักรกามพูชาและอาณาจักรจามปา มิให้คุกคามดินแดนทางภาคใต้ของจีน แม้ว่าไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้เพียงพอ

แต่การแสดงกฤษฎาภินิหารของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ ในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ซึ่งปรากฏพระนาม

ในตำนานพงศาวดารเหนือว่า“พระยาสักรดำมหาราชาธิราช” หรือ “พระยากาพัตร”และ“พระยากาฬวรรณดิศ

ราช” หรือ  “พระยาอนุรุทธรรมิกราช” แผ่อานุภาพเข้าไปจัดระเบียบสังคมใหม่ พร้อมกับสร้างสรรค์

 “ศิลปะทวารวี” ขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีน เป็นไปได้หรือไม่ว่า พระองค์อาจเป็นมหาราชของชนชาติสยาม จากประเทศหลั่ง-ยะ-สู และประเทศชื่อ-ถู-กวั่ว  ที่เรียกกันว่าอาณาจักรตามพรลิงค์ ได้เข้าไปแสดงบทบาทจัดตั้งประเทศหลัว-ฮู่ขึ้นใหม่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเกิดมี  “อำนาจแผ่ทางการเมือง” ซ่อนอยู่ภายใต้  “ศิลปวัฒนธรรมทวารวี”

                        ศาสตราจารย์หม่อง ทิน อ่อง นักประวัติศาสตร์พม่า เป็นอีกผู้หนึ่งที่ไม่เชื่อว่า อาณาจักรทวารวดีเป็นของชนชาติมอญ แต่มีความเห็นว่าอาจเป็นประวัติศาสตร์อารยธรรมของอาณาจักรหลั่ง-ยะ-สู ซึ่งมีอำนาจรุ่งเรืองอยู่ในแหลมมลายูสมัยนั้น ท่านได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า

                        นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนมากมักให้ความสำคัญต่อบทบาทของอินเดีย โดยคิดว่ามีอิทธิพลต่อประเทศต่างๆ ในแถบนั้นจนเกินไป มักลืมไปว่าประเทศศรีลังกานั้นเคยเป็นศูนย์กลายเผยแพร่พุทธศาสนานิกายเถรวาท และมีความสัมพันธ์กับดินแดนในแหลมมลายูอย่างใกล้ชิดมาตลอดประวัติศาสตร์ อาจเป็นบ่อเกิดของอาณาจักรคามลังกา แปลว่า ความสุขของชาวลังกา หรืออาณาจักรศรีวิชัย แปลว่าความรุ่งเรืองของพระราชาวิชัย ส่วนอาณาจักรสุธรรมวดีของชนชาติมอญเพิ่งก่อตั้งขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ 10 ไม่พบร่องรอยเมืองขนาดใหญ่ หรือศิลปวัตถุที่เก่าแก่ไปกว่าอาณาจักรทวารดี บริเวณเมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองราชบุรี เมืองปราจีนบุรี

นักประวัติศาสตร์พม่าท่านนี้ ยังได้อธิบายความเป็นมาของ“ชนชาติปยู” หรือ  “พม่า”

ซึ่งสถาปนาอาณาจักรศรีเกษตรขึ้นทางตอนเหนือของประเทศพม่า เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 ยืนยันว่า ในสมัยนั้น

ดินแดนทางตอนใต้เป็นที่อยู่อาศัยของ“ชนชาติมอญ” หรือ  “พวกตะเลง” เรียกกันว่า  “รามัญเทศา” มีเมือง

สำคัญบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำอิสรวดี เช่น เมืองตะเกิง เมือพะโค เมืองตะวันติ เมืองสิเรียม เป็นต้น เป็นต้น แต่

ชนชาติที่อาภัพอับโชคนี้ ไม่เคยมีโอกาสก่อตั้งอาณาจักรของตนเองให้ยั่งยืนได้ ไม่มีอำนาจแม้แต่จะขอแบ่งดิน

แดนส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อจัดตั้งเป็นประเทศของตนเองอย่างถาวรในคาบสมุทรอินโดจีนได้เลย แต่กลับเขียน

พงศาวดารอวดอ้างว่าเคยมีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมสูงสุด มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง แต่กลับไม่มีอะไรเป็นของ

ตนเองแม้แต่น้อย ท่านได้กล่าวสรุปในเรื่องนี้ไว้ว่า

                                    สายน้ำในมหาสมุทร กระแสลมมรสุม สนับสนุนให้เกิดการติดต่อกันระหว่างลังกากับแหลมมลายู ทำให้อ่าวเบงกอลกลายเป็นทะเลสาบแห่งศาสนาพุทธมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สืบลงมาจนถึง

สมัยราชวงศ์คุปตะ อันเป็นผลให้ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธยังคงอยู่ร่วมกันได้ในดินแดนทางตอนใต้ของ

ประเทศพม่า และดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นแหล่งเผยแพร่คติธรรม ประเพณี และความคิดแบบอินเดีย

                                    แม้ว่านักประวัติศาสตร์พม่ามิได้บอกโดยตรงว่า ศิลปวัฒนธรรมอินเดียซึ่งหลั่งไหลเข้าไปยังแหลมมลายูและดินแดนทางตอนใต้ของประเทศพม่า แล้วผสมผสานกับศิลปะค่านิยมชองชาวพื้นเมืองในอาณา

จักรคามลังกาหรือประเทศหลั่ง-ยะ-สู พัฒนาการก่อให้เกิดศิลปวัฒนธรรมใหม่ที่รู้จักแพร่หลายกันในชื่อ

“ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี” ต่อมาได้ถ่ายเทขึ้นไปในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นนัยความหมายคล้ายบอกว่า ศิลปะ

วัฒนธรรมมอญ ในทางกลับกัน ชนชาติมอญอาจได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของชนชาติสยาม

                        ศิลาจารึกเมืองศรีจนาศะ อาณาจักรโบราณเก่าแก่ในอำเภอสูงเนินจังหวัดนครราชสีมา อาจเป็นหลักฐานสนับสนุนความเห็นของนักประวัติศาสตร์พม่าให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เมื่อมีการสำรวจพบแหล่ง

อารยธรรมสมัยทวารวดีซ่อนตัวอยู่บริเวณเทือกเขาดงพญาเย็นอันสลับซับซ้อนประกอบด้วยร่องรอยเมืองโบราณ

ขนาดใหญ่ ศิลปวัตถุสมัยทวารดวีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปศิลาศิลปะทวารดีองค์ใหญ่ที่สุด

เท่าที่เคยพบในประเทศไทย ตลอดจนแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่แผ่ขยายตัวไปตามลำแม่น้ำมูลทั้งสองฝั่ง เป็นต้นว่า ลำ

ตะคอง ลำพระเพลิง ลำจักรวาช ลำปลายมาศ ไหลผ่านที่ราบสูงโคราชไปบรรจบกับแม่น้ำโขงในอำเภอโขงเจียม

จังหวัดอุบลราชธานี ศิลาจารึกดังกล่าวบรรยายรายชื่อกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีจนาศะ ตั้งแต่พระองค์แรกไปจนถึง

พระองค์แรกไปจนถึงพระองค์สุดท้าย ด้วยภาษาสันกฤตระบุว่าสลักขึ้นใน พ.ศ. 1480 อ่านแปลได้ว่า

                        “มีพระราชาหลายองค์ ผู้ทรงมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติแห่งโลกและมีโชคลาภ จึงได้ปกครอง

ดินแดนจนาศะปุระ พระราชาพระองค์แรกทรงพระนามว่า ภคทัตต์

                        พระราชาผู้ทรงสืบเชื้อสายต่อมา ทรงพระนามว่า ศรีสุนทรปรากรมผู้ทรงกระทำให้ศิลปศาสตร์

รุ่งเรืองและเชิดชูราชวงศ์ของพระองค์ให้เปล่งปลั่งดังดวงจันทร์ในฟากฟ้า.... ”

                        ศิลาจากรึกเมืองศรีจนาศะอีกหลักหนึ่ง พบที่บ้านบ่ออีกา อำเภอเนิน จังหวัดนครราชสีมา แม้มิได้

ระบุปีศักราชไว้ แต่สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในยุคนั้น บอกรายละเอียดให้ทราบเพิ่มเติมว่า อาณาจักรศรีจนาศะเป็น

บ้านเมืองที่นับถือศาสนาพุทธ และเป็นหลักฐานหักล้างความเชื่อเดิมที่เข้าใจกันว่า หลังจากอาณาจักรฟูนันล่มสลาย

แล้ว อาณาจักรกัมพูชาได้บุกรุกเข้ามายึดครองดินแดนในภาคอีสานของประเทศไทย ศิลาจารึกเมืองศรีจนาศะได้พิสูจน์

ให้เห็นว่า ในสมัยนั้นอาณาจักรศรีจนาศะเป็นอาณาจักรอิสระ สร้างสรรค์ศิลปะแบบทวารดีเป็นของตนเองและนับถือ

ศาสนาพุทธ เพราะมีข้อความตอนหนึ่งว่า  “...พระราชาแห่งศรีจนาศะ ได้ถวายแด่ภิกษุสงฆ์ เพื่อมุ่งหวังพระโพธิญาณ”       

                        กระแสคลื่นอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ยังได้แผ่กระจายขึ้นไปปกคลุมดินแดนภาคอีสานตอนบน ตั้งแต่แถบลุ่มแม่น้ำชี แม่น้ำสงคราม ไปจนถึงแม่น้ำโขง

ในประเทศลาว แห่งอารยธรรมโบราณในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำดังกล่าวปรากฏร่องรอยเมืองเก่า ศิลปโบราณวัตถุ

สมัยทวารวดีทิ้งอยู่กระจัดกระจายทั่วไป เป็นต้นว่า เมืองฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาสัย จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอนา

ดูน จังหวัดเดียวกัน บ้านพระเสเน อำเภอม่วงสามสิบ บ้านเปือยหัวดง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี

ศิลปโบราณวัตถุประเภทเสมาหินสลักลวดลาย และภาพมหานิบาตชาดกแสดงเรื่องราวทางพุทธศาสนา ซึ่งนิยม

สร้างกันในสมัยนั้น ได้บอกให้ทราบว่า อาณาจักรทวารวดีแผ่อำนาจทางการเมืองขึ้นไปบนที่ราบสูง ขับไล่

อิทธิพลของอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกับนำศิลปวัฒนธรรมใหม่เข้าไปปลูกฝัง ก่อให้เกิดคติธรรมการสร้างพระธาตุ

ขึ้นในดินแดนแถบนั้น ดังปรากฏหลักฐานอยู่ใน “ตำนานพระอุรังคธาตุ” ว่าด้วยการประดิษฐานพระธาตุนครพนม

กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

                                    รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีในแหล่งอารยธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขียนหนังสือเสนอผลการศึกค้นคว้าไว้หลายเล่ม และเป็นบุคคลแรกที่สรุปความเห็นเกี่ยว

อาณาจักรทวารวดีเอกเทศในแอ่งอารยธรรมอีสานเหนือไว้อย่างคมคามว่า“อาณาจักรสยาม-ศรีโคตลบูร” จนเป็นที่

ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบันเริ่มมีความเชื่อกันมาขึ้นว่า สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 ชนชาติสยามได้แผ่อิทธิพลทาง

ศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนทางตอนใต้ขึ้นไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปถึงเมืองเวียงจันทร์

หลวงพระบางในประเทศลาว ขับไล่อำนาจกัมพูชาถอยกลับไป รวมบ้านเมืองสองฟากฝั่งเป็นผืนปฐพีเดียวกัน

                                    ศาสตราจารย์ควอริตช์ เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษเคยเดินทางไปศึกษาแหล่งโบราณคดี เมืองจันเสน อำเภอตาคลี เมืองบน อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พบซากเมืองโบราณ คูเมือง ร่องรอยกำแพงเมือง

ตลอดจนศิลปะวัตถุหลายประการ เป็นต้นว่า ตราดินเผารูปนางคชลักษณะมีหวีงาช้าง จำหลักเป็นรูปหงส์ ม้า ประดับ

ด้วยลวดลายพฤกษา ตะเกียงดินเผา ต่างหู สร้อยคอ กำไลทำด้วยโลหะ มีอายุเก่าแก่ถึงสมัยสุวรรณภูมิสืบลงมาจนถึง

สมัยทวารวดี จึงสรุปผลการค้นคว้าว่า แหล่งโบราณคดีดังกล่าวอาจสร้างขึ้นในสมัยสุวรรณภูมิ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายไป

สร้างใหม่ตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสมัยทวารวดี ภายหลังถูกทิ้งร้างไป ความเห็นของนัก

โบราณคดีดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเรื่องราวในตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระยากาฬวรรณดิศราชรับสั่งให้

พวกพราหมณ์สร้างเมืองลพบุรี ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปทำนุบำรุงเมืองนาเคนทรและบ้านเมืองทางภาคเหนือแล้ว

เสด็จกลับลงมาประทับที่เมืองสวางคบุรี ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงสันนิษฐานวาเมืองสวางคบุรีตั้งอยู่ใน

เขตจังหวัดนครสวรรค์

                                    ความพยายามในการค้นหาศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดีซึ่งปรากฏเรื่องราวอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีน บรรยายว่า

                                    “พระเจ้าแผ่นดินโต-เหอ-หลอ ทรงพระนามว่า ฟู-เย-ชิ-เหยา ปกครองเมืองหลายเมือง ภายในกำแพงเมืองเป็นพระราชวังทั้งหมดภายนอกมีพลเมืองอาศัยอยู่ถึงหมื่นกว่าครัวเรือน พระเจ้าแผ่นดินมีทหารรักษา

พระราชวังกว่า 100 คน ตำแหน่งขุนนางมี เฉา-ฉิ่ง-จาง-ชุน ดูแลราชการงานเมืองทั้งปวงของอาณาจักร”

รองศาสตราจารย์ ดร. ธิดา สาระยา เสนอความเห็นเกี่ยวกับศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดี

ไว้ว่า การขยายขอบข่ายการเดินเรือในทะเลชวา เป็นเงื่อนไขและพลังสำคัญยิ่งจากภายนอกที่มีผลต่อบรรดาเมืองท่าชายฝั่งในอ่าวไทย เมืองเก่าหลายเมืองลดความสำคัญลงไป เช่น เมืองอู่ทอง ปรากฏร่องรอยการสืบเนื่องและเติบโตของเมืองนี้ สัมพันธ์กับเมืองใหม่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งอ่าวไทยกว่าเดิมคือ เมืองนครปฐมท่านได้ให้คำอธิบายว่า

การขุดค้นชั้นดินทางโบราณคดีไม่ปรากฏว่าเมืองนี้มีอายุเกินกว่าพุทธศตวรรษที่ 12 นับเป็นเมือง

ใหม่ที่แท้จริง จากนี้ไปก็เกิดเครือข่ายอันสลับซับซ้อนขึ้นระหว่างเมืองนครปฐม-อู่ทอง-คูบัว เชื่อมโยงสองลุ่มแม่น้ำคือ

ลุ่มน้ำท่าจีนและลุ่มน้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน กลายเป็นฐานทางด้านเกษตรกรรมและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจการค้า

ให้กับรัฐใหม่รัฐแรกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คือ รัฐศรีทวารวดีตำนานพงศาวดารไทยเหนือ เป็นต้นว่า ตำนานมูลศาสนา ตำนานเมืองหริภุญชัย ตำนานจามเทวีวงศ์ อันเป็นเรื่องราวกลุ่มถึงการถ่ายเทศิลปวัฒนธรรมทวารวดีและศาสนาพุทธนิกายหินยาน ขึ้นไปเผยแผ่ในลุ่มแม่ปิง

สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่าพระวาสุเทพฤาษีได้เนรมิตเมืองหนึ่งมีชื่อว่า “มิคสังฆะนคร”

ให้แก่ “เจ้ากุนกุมาร” เป็นกษัตริย์ปกครอง ต่อมาได้สร้าง“เมืองบุรณนคร” “เมืองอวิทุระนคร  ” “เมืองรมยะนคร”  ให้บรรดาลูกหลานสืบราชวงภายหลังกษัตริย์ปกครองไม่เป็นธรรม เทพยดาทั้งหลายพากันดิโรธจึงบันดาลให้น้ำท่วม บ้านเมืองได้พินาศล่มจมไปพระวาสุเทพฤาษีจึงไปปรึกษากับพระสุกทันตฤาษี ซึ่งจำศิลภาวนาอยู่ที่เมืองละโว้ มีความเห็นร่วมกันว่าควรสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่เพื่อสืบพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินที่สูงกว่าที่แห่งใดริมฝั่งแม่น้ำปิง เมื่อช่วยกันเนรมิตพระนครใหม่เสร็จสิ้นแล้ว จึงขนานนามว่า เมืองลำพูน แล้วร่วมกันพิจารณาหาผู้มีปัญญาสามารถและตั้งอยู่ในศีลสุจริตมาเป็นผู้ปกครอง ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า“พระนางจามเทวี” ราชธิดากษัตริย์กรุงละโว้ ทรงเป็นขัตติยนารี ดำรงอยู่ในศีลบริสุทธิ์ มีสติปัญญาและอัธยาศัยอันงามพร้อม สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองสืบไป

                        พระวาสุเทพฤๅษีแต่งคณะทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการ ลงไปกราบทูลขอราชธิดาพระเจ้ากรุง

ละโว้ขึ้นไปปกครองราชสมบัติเมืองลำพูนเพื่อสืบพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง พระนางจามเทวีมิได้ขัดข้อง แต่ทู

ลขอพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกจำนวน 500 รูป พราหมณาจารย์ ราชบัณฑิต แพทย์ และคณะช่างฝีมือ ตลอดจน

ไพร่พล เพื่อไปช่วยกิจการบ้านเมือง ขณะนั้นพระนางกำลังทรงพระครรภ์ได้ 3 เดือน พระราชสวามีทรงเป็นมหา

อุปราชปกครองเมืองรัมมนคร พระนางเสด็จโดยทางเรือรอนแรมขึ้นไปตามลำแม่น้ำปิง ผ่านบ้านเมืองต่างๆ ก่อให้เกิด

ตำนานชื่อบ้านเมืองขึ้นไปตามลำแม่น้ำปิง ผ่านบ้านเมืองต่างๆ ก่อให้เกิดตำนานชื่อบ้านเมืองขึ้นมากมายในครั้งนั้น

ล่วงเวลาไป 7 เดือน จึงเสด็จไปถึงเมืองลำพูน เมื่อ พ.ศ. 1204 พระฤาษีทั้งสองจึงประกอบพิธีราชาภิเษก โดยเชิญพระ

นางขึ้นประทับบนกองทอง ด้วยเหตุนี้เมืองนั้นจึงมีชื่อว่า“นครหริภุญชัย”

                        แม้ว่าตำนานพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) นักประวัติศาสตร์ไทย สมัยรัตนโกสินทร์ ศก

125 (พ.ศ. 2450) เป็นผู้ได้รับการยกย่องยอมรับว่า สามารถรวบรวมต้นฉบับตำนานพงศาวดารต่างๆ ทางเหนือ มี

เรื่องราวชัดเจนน่าเชื่อถือกว่าฉบับอื่น แต่ตัวท่านเองได้ศึกษาตรวจสอบแล้วให้ความเห็นว่า

                        ผู้แต่งตำนานในครั้งนั้นต้องการโอนเวลาขึ้นไปหาพุทธสมัย เพื่อจะได้กล่าวอ้างถึงพระพุทธเจ้า

เสด็จมาพยากรณ์เหตุการณ์สถานที่ต่างๆ อันจะได้สร้างเป็นนครธานี เจดียสถาน ณ ที่ต่างๆ นั้น ในชั้นหลังเพื่อผูกมัด

ความเชื่อหรือความหลงของหมู่คนให้นิยมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การแต่งจึงไม่สู้ต้องการความจริง ยิ่งกว่าความกรรโชก

ในทางศาสนา จะเชื่อฟังเอาเป็นแท้ทั้งหมดไม่ได้

                        ประวัติศาสตร์สมัยเริ่มต้น อาณาจักรหริภุญชัยหรือแคว้นลำพูนเชียงใหม่ แหล่งก่อกำเนิดและศูนย์

กลางเผยแพร่ “ศิลปวัฒนธรรมทวารวดี” ในดินแดนภาคเหนือ เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งบรรดาตำนานของพวก

เจ้าฟ้าเงี้ยวหรือไทยใหญ่ ตลอดจนเจ้าฟ้าไทยขอมหรือลาวเรียกชื่อแตกต่างไปจากชาวไทยเหนือว่า“มหารัฐ” บ้าง

“สามเทสะ” บ้าง “สยามประเทศ” บ้าง ล้วนแต่อธิบายให้เห็นถึงสายวัฒนธรรมที่เดินทางทวนกระแสน้ำจากใต้ขึ้นไป

มีอิทธิพลทางเหนืออย่างชัดเจน ตำนานเก่าแก่เหล่านี้อาจเขียนขึ้นในสมัยนั้น และเชื่อถือว่าถูกต้องเป็นความจริง

ทั้งหมดไม่ได้ก็ตามแต่ชี้บอกให้ทราบว่าสมัยนั้น กรุงละโว้หรืออาณาจักรลพบุรี ซึ่งจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศ์สุย

เรียกว่า“หลัว-ฮู่” หรือ “หลอ-ฮก” ที่เคยรวมอยู่กับ “รัฐฉ้วน” หรือ“รัฐเสียม”เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและ

ศิลปวัฒนธรรมอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสัมพันธ์แผ่ขยายเครือข่ายขึ้นไปปลูกฝังศิลปวัฒนธรรมทวารวดีไว้ใน

ดินแดนภาคเหนือจริงเพราะร่องรอยโบราณสถาน ศิลปโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ยังปรากฏให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

และราชวงศ์กษัตริย์เมืองลำพูนยังมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเมืองลพบุรี พาดพิงไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ต่อเนื่องกัน

ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงสันนิษฐานว่าอาณาจักรละโว้ซึ่งพระยากาฬวรรณดิศราช ทรง

ฟื้นฟูบูรณาการขึ้นใหม่สมัยปลายพุทธศตวรรษที่ 11 อาจเป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรทวารวดี โดยอ้างถึง

หลักฐานทางศิลปะสถาปัตยกรรมที่มีอยู่มากมายและศาสนสถานขนาดใหญ่สมัยทวารวดี คือ เจดีย์วัดนครโกษา

                        การศึกษาประวัติศาสตร์ยุคต้นของ “ประเทศสยาม-ลพบุรี” ที่จดหมายเหตุจีนบันทึกว่า

“ฉ้วน-หลัว-กวั่ว” หรือ “เสียม-หลอ-ก๊ก” เพื่อค้นหาศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง และตอบคำถามการแพร่กระจา

ศิลปวัฒนธรรมทวารวดีไปเกือบทั่วคาบสมุทรอินโดจีน โดยอาศัยหลักฐานความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีน

และจดหมายเหตุของราชทูต เสียง-จุ่น เป็นเครื่องมือนำทางอ้างอิง ตลอดจนเอกสารของผู้ที่รู้เห็นในสมัยนั้นเล่าสืบ

ทอดกันมา เรียบเรียงขึ้นเป็นตำนานต่างๆ ประกอบการพิจารณาหลักฐานด้านโบราณคดี ความพากเพียรค้นหาอย่าง

ต่อเนื่องของนักประวัติศาสตร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เริ่มช่วยให้ภาพพจน์มิติใหม่ของประวัติศาสตร์สยาม-ลพบุรี

มองเห็นพัฒนาการเคลื่อนไหวของชนชาติเผ่าพันธุ์สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน ที่ร่วมกันปรุงแต่งดังแปลงอารยธรรม

อินเดียให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีศักยภาพในการสร้างประวัติศาสตร์ขอ

วิภีษณพราหมณ์:





ติธรรมวินัยโดยเคร่งครัด  พากันเล่าเรียนวิชาทุกอย่างเหมือนกับที่ศึกษากันในมัธยมประเทศ (มหาวิทยาลัยนาลันทา ในประเทศอินเดีย)ทั้งวินัยกรรมและพิธีกรรมก็เหมือนกัน ถ้าภิกษุชาวจีนรูปใดประสงค์จะอัสดงคตประเทศ  เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและเรียนรู้มูลคัมภีร์แล้ว ก็ควรจะไปแวะที่ “เมืองโฟ-ชิ ” สักปีหนึ่งหรือสองปี จะได้ฝึกหัดให้เรียนรู้ระเบียบได้ถูกต้อง ต่อจากนั้นจึงค่อยเดินทางต่อไปยังมัธยมประเทศ…..  ”

            หลักฐานการเดินทางของหลวงจีนอี้-จิง  ภิกษุผู้คงแก่เรียน  เพียบพร้อมไปด้วยความคิดอันสุขุมและเข้าใจการเดินเรือเป็นอย่างดี  บอกให้ทราบว่า  ระยะเวลาการเดินทางการเมืองกวางตุ้งมายังกรุงศรีวิชัย  ใช้เวลาเพียง  20 วัน ระยะเวลาเพียงเท่านี้  หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ทรงให้ความเห็นว่า แม้เรือกลไฟในสมัยปัจจุบันก็ไม่สามารถเดินทางไปถึงเมืองปาเล็มบังได้ ท่านจึงเชื่อว่า  เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย  ตั้งอยู่บริเวณเมืองไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เพราะจดหมายเหตุหลวงจีนอี้-จิงเล่าต่อไปว่า

            “กษัตริย์มีไมตรีจิตต่อข้าพเจ้า  ช่วยฝากเรือให้ข้าพเจ้าไปยังประเทศโม-โล-ยู  เรือแล่นลงไปตามชายฝั่งเป็นเวลา 15 วัน  ข้าพเจ้าได้ไปอยู่ 2 เดือน  ต่อจากนั้น  ข้าพเจ้าก็ได้เปลี่ยนทิศทางไปชี-ชา  (เมืองเคดาห์  รัฐไทรบุรี) ในเดือนที่ 12 ข้าพเจ้าก็ลงเรือของกษัตริย์เดินทางไปอินเดีย  เรือแล่นขึ้นไปทางเหนือจากชี-ชามากกว่า 10 วัน  ก็ถึงอาณาจักรคนเปลือย(หมู่เกาะนิโคบาร์)  จากที่นี่ก็แล่นเรือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเวลาครึ่งเดือน  จึงถึงเมืองตัน-โม-ลิ-ตี่”(เมืองตามรลิปติ  ปากแม่น้ำคงคาในประเทศอินเดีย)

            ในขณะที่หลวงจีนอี้-จิงแวะพักอยู่ที่ประเทศโม-โล-ยูบนเกาะสุมาตรานั้น ท่านได้อ่านนาฬิกาแดดและจดบันทึกไว้ว่า

            “ที่โม-โล-ยู  ตอนเที่ยงวัน  ไม่มีเงาของอาทิตย์ ”

            บันทึกอธิบายการเดินทางของภิกษุนักจาริกจีนท่านนี้  เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า  การเดินทางจากเมืองโฟ-ชิไปยังประเทศโม-โล-ยู ใช้เวลาประมาณ 15 วัน  จากมลายูไปยังเมืองเกดาห์ในรัฐไทรบุรี  ประเทศมาเลเซีย  ทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรสยาม  ใช้เวลาอีก 15 วัน คือเส้นทางการเดินเรือด้อมแหลมมลายูจากอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน  แต่นาฬิกาแดดอันเป็นหลักฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์  สามารถพิสูจน์ได้ว่าเมืองที่หลวงจีนอี้-จิง แวะพำนักในประเทศโม-โล-ยูบนเกาะสุมาตรานั้นตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตรพอดี  ตอนเที่ยงวันจึงไม่มีเงาแสงอาทิตย์ให้เห็นด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปของบรินสันและวิสแมน ซึ่งได้สำรวจขุดค้นบริเวณเมืองปาเล็มบังตั้งอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร จึงไม่พบโบราณวัตถุเก่าแก่ที่แสดงให้เห็นว่า  เคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านหรือชุมชนขนาดใหญ่มาก่อน  นักโบราณคดีทั้งสองจึงสรุปเป็นข้อยุติว่า

            “ดังนั้น  การที่เมืองปาเล็มบังจะมีวัดหรือศาสนสถาน  เพื่อเป็นที่พำนักของพระภิกษุนับพันรูป  ตามที่หลวงจีนอี้-จิง ได้บันทึกเอาไว้ เมื่อ พ.ศ. 1215 เป็นไปไม่ได้ ”

            ศาสตราจารย์ตากากุสุ  นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น  พยายามศึกษารวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของเมืองโฟ-ชิ ซึ่งท่านแปลว่า“นครโภตะ ” ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า เมืองนี้ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ  เป็นเมืองท่าค้าขาย  เดินเรือติดต่อกับเมืองกวางตุ้ง  และยังมีเรือสำเภาของพ่อค้าอาหรับ เปอร์เซีย เดินทางมาเป็นประจำ พระราชาเมืองโฟ-ชิมีเรือสำเภาหลวงของพระองค์เดินทางไปติดต่อค้าขายระหว่างเมืองเกดห์กับประเทศอินเดียเป็นประจำ  ในประเทศนี้ กลางเดือน 8 และกลางเดือน 12  นาฬิเกาแดดไม่ทอดเงา ดวงอาทิตย์อยู่ตรงศรีษะปีละ 2 ครั้ง  ภาษาพูดของประเทศนี้ชาวจีนเรียกว่า“ภาษาคุน-หลุน ” หากพิจารณาเปรียบเทียบกับเมืองปาเล็มบัง  ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์  ระบุว่าตั้งอยู่ในที่อันเหมาะสมสำหรับการเดินเรือระหว่างจีนกับอินเดีย แต่ปรากฏว่าเมืองปาเล็มบังตั้งอยู่บนเนินสูงบาตังฮาริ  ริมฝั่งแม่น้ำมิซิ ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณเกือบ 80 กิโลเมตร  แม่น้ำไหลคดเคี้ยวผ่านที่ลุ่มและหนองน้ำเป็นจำนวน

มากพบหลักฐานหลวงจีนอี้-จิงเป็นอย่างมากและเมืองปาเล็มบังยังตั้งอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรอีกด้วย  ในปัจจุบันถึงเกือบไม่มีใครเชื่อว่า  เมืองปาเล็มบังเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย

                        ศาสตราจารย์ควอริตช์  เวลส์  ผู้เชี่ยวชาญวิชาโบราณคดีด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ชาวอังกฤษ เคยเดินทางมาศึกษาค้นคว้าแหล่งโบราณคดีในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อค้นหาหลักฐานการแพร่ขยายอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สรุปผลการศึกษาค้นคว้าไว้ว่า

                        ไศเลนทรราชา  ราชวงศ์กษัตริย์ศรีวิชัย  สมัยพุทธศตวรรษที่ 13 พระองค์อาจเคลื่อนย้ายเมืองหลวงจากกรุงพาน-พาน ข้ามคาบสมุทรไปตั้งมุ่นอยู่ที่เมืองไชยา  ต่อจากนั้นจึงข้ามอ่าวไทยเดินทางต่อไปยังนครวัด นครหลวง  จามปา  ชวา โดยอ้างหลักฐานศิลปะสถาปัตยกรรมเจดีย์วัดแก้ว อำเภอไชยา  มีลักษณะโครงสร้างและลวดลายเหมือนกับเจดีย์ศรีวิชัย  ในประเทศจามปา และเจดีย์กาลาสัน ในประเทศอินโดนีเซีย

                        ทำนองเดียวกับ ศาสตราจารย์ เจ.จี.เดอ คัสปารีส์  ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศรีวิชัยบนเกาะชวา  แสดงความเห็นด้วยกับความเห็นของศาสตราจารย์ควอริตช์ เวลส์ ได้กล่าวสนับสนุนว่า

                        เจดีย์กาลาสัน บนเกาะชวา ตามหลักฐานในศิลาจารึกยืนยันว่ากษัตริย์ผู้อ้างว่า  พระองค์ทรงเป็น

“ดิลกแห่งโศเลนทรวงศ์ ” ได้สร้างขึ้นในพ.ศ. 1323 มีรูปลักษณะเหมือนกับเจดีย์วัดแก้ว  ที่ไชยา  แต่ปีศักราชบอกไว้ชัดเจนว่าสร้างขึ้นภายหลัง

                        ศาสตราจารย์ เย.แอล.โมนส์ นักประวัติศาสตร์ชาวฮอลันดา  เขียนหนังสือ  ศรีวิชัย ชวา และกะตะหะ ไม่ยอมรับความเห็นของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ที่อ้างว่าเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยตั้งอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง  เพราะศิลาจารึกศรีวิชัยสิทธิยาตรา  ซึ่งพบที่เมืองปาเล็มบัง มีข้อความระบุว่า  กองทัพเรือศรีวิชัยรบพุ่งได้รับชัยชนะและยึดครองเมืองปาเล็มบัง ตาปุนตะ หิยัม ศรีชัยนาศะ ได้สร้างสวนผลไม้สาธารณะขึ้นเพื่อปลอบขวัญประชาชนชาพื้นเมือง ท่านจึงมีความเห็นว่า พวกศรีวิชัยจะต้องมาจากที่อื่น  ไม่ใช่ชาวมลายูพื้นเมืองบนเกาะสุมาตรา สันนิษฐานว่าการอ่านแผนภูมินาฬิกาแดดและแผนภูมิพื้นที่สงัดลม ซึ่งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร แสดงให้เห็นว่า เมืองโฟ-ชิควรตั้งอยู่บริเวณปลายคาบสมุทรสยามแต่จากการสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีในแถบเมืองกลันตัน ไม่พบศิลปโบราณวัตถุเก่าแก่ถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 ทั้งไม่ปรากฏร่องรอยการตั้งเมืองขนาดใหญ่ในบริเวณนั้นเลย

                        นักประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน  จึงเริ่มมองเห็นความสำคัญและให้ความสนใจเกี่ยวกับกรุงศรีวิชัย ซึ่งหลวงจีนอี้-จิง  ระบุว่าเป็นเมืองท่าเรือสำคัญ ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้และเมืองมหาวิทยาลัย แหล่งศึกษาศิลปวิทยาการทันสมัยเจริญก้าวหน้าหน้าที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีระบบการเรียนการสอนเหมือนกับมหาวิทยาลัยนาลันทาของประเทศอินเดียสมัยนั้น  โดยอาศัยหลักฐานการค้นคว้าของหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนี  ทรงเสนอความเห็นและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ไว้ในบทความเรื่อง“หลักฐานที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัย”  และข้อเสนอของศาสตราจารย์ เย.แอล.โมนส์ นอกจากผลการตรวจสอบ

“การอ่านนาฬิกาแดด”  แผนภูมิแสดงที่สงัดลมในอ่าวไทย” แล“  ระยะทาง การเดินเรือเพียง 20 วัน ” ชี้ให้เห็นว่า เมืองโฟ-ชิ หรือกรุงศรีวิชัยไม่ได้ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตราแล้ว  ท่านยังอ้างถึงศิลาจารึกศรีวิชัยที่จารึกเป็นภาษาสันสกฤต  อันแสดงถึงพระราชอำนาจของมหาราชแห่งศรีวิชัยอย่างแท้จริง พบเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น  จึงสรุปความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า

            “เมืองโฮ-ลิง , เมืองโพ-ลิง , เมืองตัน-มา-ลิง ,หรือเมืองตามพรลิงค์ หมายถึง เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนชื่อเมืองโฟ-ชิ  ,เมืองฤ-เช, เมืองชิ-ลิ-โฟ-ชิ นั้นหมายถึงเมืองศรีวิชัย  ตั้งอยู่ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

            หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนี  ยังทรงชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจสับสนของคำว่า“ชวา” หรือ

“เช-โป”  ในภาษาจีนเรียกว่า แต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักรตามพรลิงค์ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าเมืองชวา  เมืองนี้มีเหมืองทองและเหมืองเงิน  แต่ภายหลังเมื่อพวกศรีวิชัยได้ยึดครองอาณาจักรตารุมาหรือโต-โล-มาในประเทศอินโดนีเซีย ผนวกเข้ารวมอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัยแล้ว  จึงขนานนามเกาะนั้นเสียใหม่ว่าเกาะชวา เพราะตำนานพงศาวดารชวาโบราณกล่าวถึงความเป็นมาของตนไว้ว่า

                        “เจ้านครอัษฏินะปุระ  ลำดับที่ 5  แห่งวงศ์อรชุน โอรสของปุณฑุเทวนารถ ได้ใช้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปตรวจดูประเทศต่างๆ จนถึงเกาะชวา ซึ่งในเวลานั้นยังเรียกว่า นุส่าเกนดัง ยังหาได้เรียกว่าชวาไม่ ต่อมาอำมาตย์นั้นไปพบเมล็ดข้าวฟ่างชนิดหนึ่งเรียกว่า ชวาวุต จึงเรียกเกาะนั้นว่า  เกาะชวา”

                        นักประวัติศาสตร์ต่างประเทศหลายท่านสำคัญผิดว่า เมืองโฮ-ลิง หรือกรุงตามพรลิงค์ตั้งอยู่บนเกาะชวา  ทำให้ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ผิดพลาดคลาดเคลื่อน  คุมรูปประวัติศาสตร์ศรีวิชัยไม่ติด โดยแท้ที่จริงแล้วเมืองโฮ-ลิงกับเมืองโฟ-ชิตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน แล่นเรือใบตัดข้ามอ่าวบ้านดอนจากเมืองไชยาไปนครศรีธรรมราช

                        กรมศิลปากรได้สำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีบริเวณแหลมโพธิ์ ตำบลพุมเรียง  อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  พบหลักฐานน่าสนใจหลายประการ พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ศรีวิชัยให้มองเห็นชัดเจนขึ้น เป็นต้นว่า ลูกปัดหิน ลูกปัดดินเผา หลากสีหลายรูปทรงแปลกตาและสวยงามอันแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถและความชำนาญในการผลิตประกอบด้วยเทคโนโลยีในระดับสูงมาก“เหรียญจีน” ทำด้วยโลหะผสมมีอักษรจารึกว่า

“ไก่-หยวน-ตุง-เปา”  แปลว่า เงินตราในยุคไกหยวนผลิตขึ้นใช้ในรัชกาลจักรพรรดิเกา-ชู ปกครองประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. 1161-1170  “เครื่องถ้วยจีน” และเศษชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาจีนแบบต่างๆ สมัยราชวงศ์ถังทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดบ่อน้ำจืดจำนวนมากสำหรับนักเดินเรือแวะพักและตักเอาน้ำจืดไปใช้เพื่อการเดินทางไกลต่อไป  หลักฐานเหล่านี้บอกให้ทราบว่า  แหล่งโบราณคดีดังกล่าวเป็นเมืองท่าเรือสำคัญที่เคยติดต่อกับประเทศจีน อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ มาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นราชวงศ์ถัง อาจเป็นที่ตั้งของเมืองโฟ-ชิ ตามที่หลวงจีนอี้-จิง จดบันทึกไว้ใน พ.ศ. 1214  ซึ่งสันนิษฐานกันวา เป็นที่ตั้งเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย  เพราะอยู่ห่างจากแหล่งโบราณสถาน เจดีย์วัดแก้ว วัดหลง อำเภอไชยาเพียง 7 กิโลเมตร บริเวณแหล่งโบราณคดีเก่าแก่แห่งนี้พบศิลปโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยหนาแน่นที่สุด

                        ประวัติศาสตร์การเดินเรือ อธิบายเส้นทางการเดินเรือติดต่อค้าขายระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออกที่เริ่มต้นจากเมืองอเล็กซานเดรียในประเทศอียิปต์  ไปสิ้นสุดปลายทางที่เมืองกวางตุ้งทางภาคใต้ของประเทศจีนผ่านประเทศอาหรับ  เปอร์เซีย อินเดียและดินแดนคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย  รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในนิทานชาดกของชาวอินเดียและจดหมายเหตุโบราณ ตลอดจนหนังสือภูมิศาสตร์ของ“คลอดิอุ  ปโตเลมี” แม้ว่าสมัยนั้นมีการค้นพบร่องลมมรสุมที่พัดผ่านมหาสมุทรต่างๆ ช่วยในการเดินเรือสะดวกรวดเร็วขึ้นและไกลออกไปก็ตาม แต่ศักยภาพของเรือใบสมัยนั้น และข้อจำกัดทางธรรมชาติ  ทำให้การเดินเรือยังคงเดินทางไปมากันเป็นช่วงๆ เช่น จากประเทศอียิปต์ อาหรับ มาถึงเมืองมธุราในแคว้นปาณฑัยทางชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรสยาม และช่วงสุดท้ายจากกรุงตามพรลิงค์หรือกรุงศรีวิขัยไปสิ้นสุดปลายทางที่เมืองกวางตุ้ง เรือสินค้าต่างประเทศมีจำนวนไม่มากนัก เท่าที่มีหลักฐานในประวัติการเดินเรือซึ่งเดินทางจากจุเริ่มต้น ผ่านช่องแคบสุมาตราไปยังจุดหมายปลายทางรวดเดียว เพราะนกจากประสิทธิภาพของเรือแล้ว  ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขธรรมชาติ เป็นต้นว่า ฤดูกาล กระแสลม กระแสน้ำ เสบียงอาหาร ภัยธรรมชาติ เวลาและระยะทาง “มาร์โคโปโล” นักผจญภัยชาวเมืองเวนิส ได้เล่าถึงการเดินทางจากกรุงปักกิ่งในประเทศจีน  ไปสิ้นสุดปลายทางที่เมืองฮอร์มุสในประเทศเปอร์เซีย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ไว้ว่า

“การเดินทางไปสิ้นสุดที่ฮอร์มุส  ใช้เวลาทั้งหมด 2 ปี ลูกเรือในขบวนเรือของพระจักรพรรดิเสีย

ชีวิตเดินทางถึง 600 คน”

ยุคโลกาภิวัฒน์ของประชาคมโลกสมัยโบราณ  น่านน้ำไร้พรมแดนประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวัน

ตก กล่าวถึง “เส้นทางสายไหม ” อันมีจุดเริ่มต้นจากกรุงโรมในทวีปยุโรป ทอดยากไกลผ่านทะเลทรายร้อยละอุ ปืนป่ายลัดเลาะข้ามภูเขาสูง เดินเลียบไปตามหน้าผาชันและหนาวเหน็บ ลงสู่ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ข้ามทะเลทรายโกบี  ไปสิ้นสุดปลายทางที่กรุงปักกิ่งสายการคมนาคมทางบกที่เคยรุ่งเรืองที่สุดของ 2 ทวีป ได้ชาดสะบั้นลงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 โดยฝีมือนักรบชาวมองโกลผู้แกล้วกล้าป่าเถื่อนมีนามว่า“อัตติลา” เคลื่อนกองทัพมหึมาออกโขมตีเผาผลาญบ้านเมืองพินาศไปตลอดเส้นทาง หมายมั่นจะพิชิตกรุงโรมให้ย่อยยับ เส้นทางสายไหมกลายเป็นเส้นทางอันตราย  ร่วงโรยและอับเฉาไปในที่สุด การคมนาคมทางทะเลจึงได้รับการฟื้นฟูบูรณาการพัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นแทนที่อย่างรวดเร็ว การติดต่อค้าขายกันระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกเพิ่มอัตราทวีสูงขึ้นหลายเท่า  พร้อมกับการปรับปรุงระบบพาณิชยนาวีอย่างขนานใหญ่ เทคนิค ศิลปะการเดินเรืออยู่ในระดับศาสตร์ชั้นสูง  วิชาการทันสมัยจากทั่วโลก  อาจกระตุ้นให้อาณาจักรตามพรลิงค์ตะหนักถึงความจำเป็นของอำนาจของทะเลในปลายพุทธศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นสาเหตุสำคัญในการย้ายเมืองหลวงจาก“เมืองโฮ-ลิง” ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในแม่น้ำ ห่างจากชายฝั่งทะเลออกมาตั้งอยู่ที่“เมืองโฟ-ชิ” ดังปรากฏร่องรอยทางโบราณคดีตาที่กล่าวมาแล้ว

                        หลวงจีนอี้-จิง ได้กล่าวพรรณนาถึงการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา“มหาวิทยาลัยนาลันทา”

แคว้นเบงกอล ประเทศอินเดีย  ซึ่งท่านบอกว่า เหมือนกับที่เมืองโฟ-ชิ อยู่ภายใต้ความอุปถัมภ์ของ“พระเจ้าสีลาทิตย์”

แห่ง“อาณาจักรธานิสว์” ราชวงศ์ปาละ เป็นแหล่งศึกษาภาษาสันสกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ด้วยเป็นสถานที่ชุมนุมของบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต นักปรัชญา นักวิชาการสาขาต่างๆ ศิลปิน ช่างฝีมือระดับสุดยอด สามารถแปลคัมภีร์ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรการศึกษาวิชาการหลากหลายสาขา อาทิ ตรรกศาสตร์  ภาษาศาสตร์ เวทางคศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ดุริยางคศาสตร์ นาฏศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็นต้น  นักศึกษาที่จะเลือกเรียนวิชาใดตามที่ตนเองชอบและถนัดก็ได้  หากไม่พอใจก็สามารถเปลี่ยนไปเรียนวิชาอื่นตามที่ตนเองต้องการ สถาบันการศึกษาแห่งนี้สมบูรณ์ด้วยวิชาการ มีห้องเรียนที่ทันสมัย ห้องสมุด ห้องทดลอง ห้องประชุม ประกอบด้วยเหล่าคณาจารย์ ผู้ทรงความรู้ เชี่ยวชาญ ทั้งของศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ทั้งวิชาทางโลกและทางธรรมประจำอยู่มากกว่า 1,500 คน  ภายใต้การบริหารและอำนวยการอย่างดีของอธิการบดีชื่อ อาจารย์ศีลภัทร หลวงจี้อี้-จิงใต้ศึกษาพุทธศาสนาและวิชาดาราศาสตร์จนแตกฉาน  แล้วออกธุดงค์ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เกือบทั่วประเทศอินเดียอยู่เป็นเวลานานถึง 17 ปี ท่านจึงเดินทางกลับและจดบันทึกการเดินทางไว้ว่า

                        “ตัน-โม-ลิ-ดี เป็นสถานที่เราลงเรือขณะกลับจีน  เรือแล่นจากที่นี่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เวลา 2 เดือน เราถึงชี-ชา (เคดาห์) ด้วยเวลาเท่านี้  เท่ากับเรือเดินทางตากโฟ-ชิไปถึง (ประเทศอินเดีย) โดยทั่วไปการเดินทางจะเป็นเดือนแรกหรือเดือนที่สิบสองของปี เราพักอยู่ที่ชี-ชา จนกระทั่งถึงฤดูหนาว จากนั้นก็ลงเรือแล่นลงไปทางทิศใต้ หลังจาก 1 เดือนผ่านไป  เราก็ถึงประเทศโม-โล-ยู  ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นประเทศโฟ-ชิ ปกติเราเดินทางไปถึงในเดือนแรกหรือเดือนที่สอง  เราพักอยู่ที่นั่นจึงถึงกลางฤดูร้อน  เราแล่นเรือไปทางเหนือและถึงเมืองกวกวาง-ฟู (กวางตุ้ง) ในประมาณ 1 เดือน การเดินทางนี้สิ้นสุดลงภายในครึ่งปีแรกของปี”

                        หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ทรงอธิบายเพิ่มเริมในเรื่องการเดินทางกลับของหลวงจีนอี้-จิง ว่า ท่านลงเรือที่เมืองตามรลิปติ ชายฝั่งอ่าวเบงกอลทางตะวันออกของประเทศอินเดีย มาถึงเมืองเคดาห์ในประเทศมาเลเซีย ใช้เวลาถึง 2 เดือน ช้ากว่าขาไปมาก ต่อจากนั้นเดินทางจากเมืองเคดาห์อ้อมแหลมมลายูผ่านช่องแคบสุมาตราและประเทศโม-โล-ยูแวะพำนักอยู่ที่เมืองโฟ-ชิ แล้วลงเรือจากเมืองโฟ-ชิ เดินทางเป็นเวลา 1 เดือน จึงไปถึงเมืองกวางตุ้ง จดหมายเหตุดังกล่าวบอกให้ทราบเรื่องราวสำคัญ 2 ประการ ที่เป็นปริศนาอยู่ในประวัติศาสตร์ศรีวิชัย คือการเดินทางจากกรุงศรีวิชัยไปยังเมืองกวางตุ้งนั้น บางครั้งต้องใช้เวลาถึง 1 เดือน ประการหนึ่ง ในขณะที่หลวงจีนอี้-จิง เดินทางกลับเมื่อ พ.ศ. 1231 นั้น ประเทศมลายูบนเกาะสุมาตราถูกผนวกเข้ารวมอยู่ในอาณาจักศรีวิชัยไปแล้ว อีกประการหนึ่ง

                        ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงข้อความว่า“โม-โล-ยู” ได้กลายเป็นชิ-ลิ-โฟ-ชิ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทุกคนยอมรับว่า ศรีวิชัยได้เข้ายึดครองมลายู ในขณะที่หลวงจีนอี้-จิง กำลังศึกษาพุทธศาสนาอยู่ในประเทศอินเดีย หลักฐานที่ยืนยันว่า กษัตริย์ศรีวิชัยทรงใช้แสนยานุภาพทางทหารยึดครองเกาะสุมาตรา ดังปรากฏในศิลาจารึกพบที่เกดุกัน บูกิต เชิงเขาเซกุนตัง ใกล้เมืองปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา จารึกเป็นภาษามลายูโบราณ ความว่า

                        “สวัสดี ความมีโชคในศก 604 ที่ล่วงไปแล้วขึ้นเมื่อ 11 ค่ำ เดือน 6 (ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.1225 ) พระราชาได้เสด็จลงเรือเพื่อยกพล  และในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 (วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 1225) พระองค์เสด็จออกจากปากแม่น้ำมินางะตามวัน  พระองค์ทรงนำกองทัพจำนวนพล 20,000 บาท โดยทางเรือ กองทัพบกจำนวน 1,312 คน กองทัพทั้งหมดได้มาถึงยัง...และทั้งหมดต่างมีความยินดีในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 8(วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 1225 ) พระองค์ได้ทำให้อาณาจักรศรีวิชัยประสบทั้งชัยชนะ มีอำนาจ และความมั่นคง”

                        นักประวัติศาสตร์ต่างค้นหาเหตุผลของกษัตริย์ศรีวิชัย ซึ่งทรงกำหนดนโยบายแผ่ขยายอำนาจ ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้ายึดครองเกาะสุมาตรา และได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดไป พ.ศ. 1225 ผนวกประเทศโม-โล-ยู เข้ารวมอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัย อาจเกิดจากทรงตระหนักถึงเขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจการค้าทางทะเลที่กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ในยุคนั้นมีความจำเป็นต้องควบคุมเส้นทางการเดินเรือทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทร และช่องแคบสุมาตราไว้ในอำนาจแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นดินแดนอันเป็นแหล่งกำเนิดของทรัพยากรเศรษฐกิจที่มีค่า หายากและราคาแพง ซึ่งเรียกกันว่า “ผลิตภัณฑ์เปอร์เซีย” เป็นต้นว่า กานพลู  ลูกจัน การบูร ไม้กฤษณา ไม้มะเกลือ ไม้ฝาง ไม้จันทร์ เครื่องเทศ สมุนไพร ดีบุก ตะกั่ว เหล็ก ทองคำ นอแตด งาช้าง กระดองเต่า ซึ่งอุดมสมบูรณ์อยู่ในบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ศรีวิชัยจำเป็นจะต้องกำจัดคู่แข่ง และครอบครองเป็นเจ้าของ ทั้งพยายามแผ่ขยายเครือข่ายดินแดนที่เป็นผลประโยชน์ทางการค้า สร้างความผูกผันทางการสมรสให้เกิดความชอบธรรมในฐานะชาติพันธมิตร เช่น อินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น ลักษณะการควบคุมทางการเมืองของศรีวิชัยอาจเป็นการสร้าง“วงจรแห่งอำนาจ” ตามความเชื่อในระบบ“จักรพรรดิโพธิราช” คล้ายกับที่เคยจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นบนคาบสมุทรอินโดจีน เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 11 กองทัพศรีวิชัยจึงบุกตะลุยลงสู่ดินแดนหมู่เกาะบริเวณเส้นศูนย์สูตรและใต้เส้นศูนย์สูตร ดังปรากฏข้อความใน “ศิลาจารึกศรีวิชัยสิทธิยาตรา”

                        ศิลาจารึกศรีวิชัยอีกหลักหนึ่ง พบที่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาเซกุนตัง ห่างจากเมืองปาเล็มบังไหทางทิศตะวันตกราว 5 กิโลเมตร สลักข้อความเป็นภาษามลายูโบราณอ่านแปลได้ความว่า

                        ตาปุนตะ หิยัม ศรีชัยนาศะ ทรงโปรดให้สร้างสวนผลไม้สาธารณะขึ้นที่ตะลัง ตูโว เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 1227 แสดงปณิธานว่าผลกุศลจากการทรงสร้างสวนผลไม้  และบุญกุศลอื่นจงแผ่ไป ยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ช่วยให้เขาเหล่านั้น บรรลุพระโพธิญาณด้วย

                        นอกจากนั้นยังพบศิลาจารึกศรีวิชัยอีก 3 หลัก จารึกเป็นภาษามลายูโบราณทั้งสิ้น  กล่าวถึงการรบพุ่งได้ชัยชนะ ขู่และสาปแช่งผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบต้นแม่น้ำบาตังฮาริที่ขัดขืนต่ออำนาจของพระราชาศรีวิชัยตลอดจนบรรดาข้าราชการที่ส่งไปปกครอง อันแสดงให้เห็นถึงแผนกการแผ่ขยายอำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยที่ดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง  จนสามารถยึดครองดินแดนบนเกาะสุมาตราไว้ได้อย่างเด็ดขาด แล้วผนวกเข้ารวมอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัย ดังปรากฏในจดหมายเหตุหลวงจีนอี้-จิง

                        ศิลาจารึกโกตา กะเปอร์  อันมีชื่อเสียงอยู่บนเกาะพังคะ(บังกา) สลักขึ้นใน พ.ศ. 1229 มีข้อความบอกให้ทราบว่า ดินแดนบนเกาะชวาซึ่งถูกกองทัพศรีวิชัยยึดครองไว้นั้น ได้ก่อกบฏขึ้น จึงขอให้ภูตผีปีศาจจงสาปแช่งผู้ทรยศทั้งมวล และอ้อนวอนต่อเทพยดาใหญ่น้อย ผู้อภิบาลรักษากรุงศรีวิชัยจงช่วยตุ้มครอง และจบลงด้วยการกล่าวถึงการยาตราทัพเพื่อไปปราบ“อาณาจักรตารุมา” บนเกาะชวา ซึ่งสอดคล้องกับจดหมายไปยังประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถังที่อ้างว่า อาณาจักรโต-โล-มา ส่งทูตคณะสุดท้ายไปยังประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 1212 อาณาจักรตารุมาอาจถูกโจมตีและยึดครองมาก่อนอาณาจักรมลายูบนเกาะสุมาตรา “ตาปุนตะ  หิยัม  ศรีชัยนาศะ” ซึ่งปรากฏชื่อยู่ในศิลาจารึกตะลัง ตูโว สันนิษฐานว่าอาจเป็นพระราชาหรือแม่ทัพใหญ่ ผู้พิชิตเกาะชวาและเกาะสุมาตรา ทำให้อำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยแผ่ขยายไปทั่วน่านน้ำทะเลใต้

                        ตำนานพงศาวดารชวา  กล่าวถึงสมัยดินแดนนุส่าเกนดังหรือนุส่าหะระ  เปลี่ยนแปลงชื่อใหม่เป็นเกาะชวาแล้ว  อำมาตย์ผู้นั้นได้เที่ยวไปในเกาะพบศพรากษส 2 ตน ถือลานจารึกอักษรโบราณเขียนว่า“บูรพา” ตนหนึ่ง ถือลานจารึกอักษร“สยาม” อีกตนหนึ่ง อำมาตย์ผู้นั้นจึงได้ผสมตัวอักษรทั้งสองอย่างนั้นเข้าด้วยกันเป็น  “อักษรชวา” เกิดเป็นพยัญชนะ 20 ตัว แล้วตั้งตนขึ้นเป็นอาจารย์สั่งสอนขนบธรรมเนียมและศาสนาตลอดจนอักขรวิธีแก่ชาวเกาะนั้น อันเป็นเรื่องราวปฐมกำเนิดภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นภาษาผสมระหว่างภาษาสันสกฤต ตัวอักษรปัสสาวะ กับภาษาพื้นเมือง ที่เรียกว่า  “ภาษากาวี” ใช้กันอย่างแพร่หลายในแถบทะเลได้ ซึ่งจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “ภาษาคุน-หลุน”

                        ตำนานพื้นเมืองของชาวมลายูบนเกาะสุมาตราก็กล่าวถึงเรื่องราวในทำนองเดียวกันปรากฏอยู่ใน

“หนังสือฮังตัว” และ“พงศาวดารสุลต่านเปรัค” บอกว่าแต่เดิมชาวมลายูไม่มีพระราชาหรือเจ้านายเป็นผู้ปกครองคงมีแต่ประมุขทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุมชนชาวพื้นเมือง ต่อมามีเจ้านายพระองค์หนึ่งปรากฏพระองค์ขึ้นเหนือภูเขาสีกุนดังเป็นครั้งแรก  ภายหลังพระองค์เสด็จไปที่ภูเขาปาเล็มบังมหาเมรุ  หัวหน้าชาวพื้นเมืองได้อัญเชิญพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระราชาของพวกตน นับจากนั้นมา ประเพณีการเสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์กลายเป็นขนบธรรมเนียมจารีตอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการสถาปนากษัตริย์ของชาวมลายู  สืบกันลงมาจนถึงปัจจุบันในวันประกอบพิธีราชาภิเษก “ดาโต๊ะ ศรีนราธิราช” ขึ้นเป็นสุลต่านเมืองเปรัค  สุลต่านองค์เก่าจะต้องกระซิบที่พระกรรณของสุลต่านองค์ใหม่บอกพระนามและราชวงศ์ของเจ้าชาย ผู้ซึ่งปรากฏพระองค์ขึ้นเหนือภูเขาศักดิ์สิทธิ์  สมัยที่กษัตริย์ “ราชวงศ์ไศเลนทร” เริ่มเข้าไปปกครองเกาะสุมาตรา  จึงสันนิษฐานกันว่า  เจ้าชายซึ่งปรากฏพระองค์ขึ้นเหนือภูเขาปาเล็มบังมหาเมรุ  ประมุขชาวพื้นเมืองอัญเชิญขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ของชาวมลายู อาจหมายถึง “ตาปุนตะ  หิยัม  ศรีชัยนาศะ” ตามที่ปรากฏพระนามอยู่ในศิลาจารึกตะลัง ตูโว

                        พงศาวดารเก่าแก่ของชาวมลายูกล่าวถึงตำแหน่งประมุขของพวกตนซึ่งเรียกกันว่า“เปอตวน” หรือ

“ยัง  ดี เปอตวน” เป็นเพียงหัวหน้าไม่ใช่เจ้านาย ครั้นกษัตริย์แห่งไศเลนทรวงศ์เข้าไปปกครอง  ได้นำวัฒนธรรมแบบใหม่เข้าไปเผยแพร่ เป็นต้นว่า  อักขรวิธีแบบพิศดาร  โดยใช้ถ้อยคำภาษาสันสกฤต ตัวอักษรเทวนศรี  ผสมกับภาษามลายูพื้นเมืองตามวิธีทางอักษรศาสตร์นิยมกันในราชสำนัก  พระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธอย่างแรงกล้า  มีความรู้ความชำนาญในการแกะสลักหิน  เป็นนายช่างที่ยิ่งใหญ่  การมาของประมุขใหม่จึงเกิดมีคำว่า “มหาราชแห่งภูเขา” อันมีชื่อเสียงขึ้น พระองค์ทรงสร้างอาณาจักรขึ้น 2 แห่ง  แห่งหนึ่งอยู่บนเกาะสุมาตรา อีกแห่งหนึ่งอยู่บนเกาะชวา  พร้อมทั้งกำหนดลำดับฐานันดรศักดิ์ของเจ้าชายศรีวิชัยขึ้น 4 ระดับ  ดังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกเตลาการบาดู  กล่าวได้ตามลำดับ  ดังนี้“ยุวราชา”, “ปราติยุวราชา” , “ราชากุมาร” และ “ราชาปุตรา” อันแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งมเหสีของกษัตริย์ศรีวิชัย ดำรงตำแหน่งฐานันดรศักดิ์แตกต่างกัน  จึงกำหนดสถานภาพสิทธิ หน้าที่  ของโอรสไปตามศักดิ์ของมารดา แม้ว่าเจ้าชายผู้ประสูติจากพระราชมารดามีศักดิ์ต่ำ  ไม่มีสิทธิอ้างความชอบธรรมเหนือราชบัลลังก์แต่นโยบายเมือง ในการเสริมสร้างมิตรภาพกับประมุขชาวพื้นเมือง  โดยอาศัยระบบความผูกพันแบบเครือญาติทางการสมรส  มีส่วนช่วยให้กษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรรักษาอำนาจอยู่ได้เป็นเวลานาน

                        เฮ.แอล.  โมนส์  นักประวัติศาสตร์ชาวฮอลันดา  ผู้เสนอความเห็นว่า  กษัตริย์ศรีวิชัยเสด็จจากแหลมมลายูไปยึดครองเกาะสุมาตราและเกาะชวา  แล้วสถาปนาราชวงศ์ไศเลนทร์ขึ้นปกครอง  โดยอ้างถึงศิลาจารึกปรัมบานันที่ 1 บนเกาะชวา  ซึ่ง“พระเจ้าการณุ” ทรงสลักขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1295  กล่าวถึงการสร้างพุทธสถานขึ้นบริเวณที่ราบสูงปรัมบานันทางเกาะชวะตะวันตก  ทั้งระบุว่า“ยวาทวีป” และ“ชวา” นั้น หมายถึง บริเวณคอคอดกระบนคาบสมุทรสยาม  ตั้งแต่เมืองเคดาห์ในรัฐไทรบุรีขึ้นไป คำกล่าวนี้ เพิ่งนำไปใช้เรียกเกาะชวาเมื่อประมาณ พ.ศ. 1450  พร้อมทั้งอธิบาย

“ศิลาจารึกของพระเจ้าสญชัย” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์สญชัย  ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวพื้นเมืองบนเกาะชวา  จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1275 ที่กล่าวว่า ยวาทวีปอุดมด้วยพืช  มีข้าวเป็นต้น  สมบูรณ์ด้วยเหมืองทองคำ..  อันตั้งอยู่ที่กุญชรประเทศ  มั่งคั่งสมบูรณ์ไปด้วยช้างรูปงาม..  บนเกาะชวาไม่มีเหมืองทองคำ  ไม่มีช้าง  ท่านกล่าวว่า พระเจ้าสญชัยทรงปกครองยวาทวีป  หมายถึงเมืองเคดาห์บนคาบสมุทรสยาม  ในฐานะมหาอุปราช  ก่อนเสด็จกลับไปปกครองดินแดนชวาตะวันออก

                        ศาสตราจารย์เดอ กัสปารีส  ค้นคว้าเรื่องราวของกษัตริย์ศรีวิชัยซึ่งปกครองเกาะชวาตั้งแต่ พ.ศ. 1275  พบว่า ในดินแดนเกาะชวาภาคตะวันออก  กษัตริย์ราชวงศ์สญชัยทรงปกครองเคียงคู่กันมา ท่านจัดทำตารางเปรียบเทียบลำดับราชวงศ์กษัตริย์ทั้งสอง  นักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาตรวจสอบว่า  พี่สาวของพระเจ้าสญชัยเป็นอัครมเหสีของ

“พระเจ้าสันนา”  กษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรพระองค์หนึ่ง  ซึงทรงปกครองเกาะชวา พระเจ้าสญชัยจึงได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราชปกครองเมืองเกดาห์  เคยดำรงตำแหน่งแม่ทัพเรือศรีวิชัย  ตำนานชวายกย่องความเก่งกล้าสามารถของนักรบชาวพื้นเมืองพระองค์นี้  เมื่อครั้งนำกองทัพเรือไปปราบปรามเขมร  ครั้นพระเจ้าสันนาสวรรคตจึงอัญเชิญ“พระเจ้าภาณุ” กษัตริย์ราชวงศ์ไศเรนทรขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีวิชัยบนเกาะชวา  ส่วนพระเจ้าสญชัยเสด็จกลับไปปกครองอาณาจักรมะรามบนเกาะชวาภาคตะวันออกในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง  ดังปรากฏในศิลาจารึกจงกัล  บนภูเขาวุกีร์เมื่อ พ.ศ. 1275

                        การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร  ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรัชกาลพระเจ้าโห-มิ-โต แห่งอาณาจักรศรีวิชัยสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 12 ตามกระบวนการสร้างสรรค์อำนาจเพื่อครอบครองน่านน้ำทะเลใต้  ผลักดันให้อาณาจักรศรีวิชัยผกผันขึ้นสู่ความเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ กลายเป็นชาติมหาอำนาจทางทะเลในดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว  นักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับและยกย่อง“ตาปุนตะ หิยัม ศรีชัยนาศะ” ว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ศรีวิชัย  ผู้รับบทบาทเป็นตัวเอกในฐานะขุนทัพผู้พิชิต  ที่ชาวศรีวิชัยได้ฝากอนาคตและความหวังของชาติในแผนการสถาปนาจักรพรรดิอันแสนมหัศจรรย์ที่สุดให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคง ท่ามกลางห้วงน้ำอันมหึมา 2 มหาสมุทร ผืนแผ่นดินอันไพศาล และมวลหมู่เกาะมากมายเหลือคณานับให้เชื่อมโยงผูกพันเหมือนดังผืนปฐพีเดียวกัน ดำเนินไปท่ามกลางความเสี่ยงต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่ผลงานการสร้าง“จักรวรรดิอันไพศาล” ที่ไม่เคยมีมหาราชพระองค์ใดกระทำสำเร็จมาก่อน  ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ให้ประจักษ์ ปรากฏอยู่เพียงบนแผ่นหินกลางป่าดง  มหาวีรบุรุษที่โลกลืม  นักรบชาวสยามผู้แกล้วกล้าและเกรียงไกร  ที่ได้ฝากฝีมือชื่อเสียงไว้ในดินแดนโพ้นทะเล  ไม่เคยมีใครกล่าวถึงในตำนานประวัติศาสตร์ชาติไทย

                        จักรวรรดิศรีวิชัยชาติมหาอำนาจการค้าทางทะเล  ได้สถาปนากษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทรและวัฒนธรรมศรีวิชัยขึ้นบนเกาะสุมาตรา ชวา บอร์เนียว และมวลหมู่เกาะเครื่องเทศทั้งหลาย ไปทั่วภาคพื้นน่านน้ำทะเลใต้ สำเร็จลุล่วงไปตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในศิลาจารึกตำนานพงศาวดารพื้นเมือง  และจดหมายเหตุหลวงจีนอี้-จิง  ตลอดจนสร้างเครือข่ายสายใยการค้าเชื่อมโยงสองฝั่งมหาสมุทร  ตามนโยบายการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าทั้งในระบบประทศพันธมิตรและระบบเครือญาติ  จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ลุยซุงอธิบายให้ทราบถึงความเจริญรุ่งเรืองที่พัฒนาการก้าวหน้าอย่างรวดเร็วบน“เส้นทางสายไหมทางทะเล” ทั้งในด้านศิลปวิทยาการขั้นสูงในการเดินเรือ  อัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมารกมายของสินค้า  ความซับซ้อนของระบบกลไกตลาดตลอดจนความคับคั่งบนเส้นทางคมนาคมสายนี้  ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทของประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้  พอสรุปความได้ว่า

                        พวกคุน-หลุนมีขีดความสามารถในการเดินเรือสูงมาก  ไมแพ้พวกอินเดีย  เปอร์เซีย  อาหรับหรือชาติอื่นใด สิ่งของจำพวกสินค้าฟุ่มเฟือย   หายากและราคาแพงที่เรียกกันว่า“ผลิตภัณฑ์จากเปอร์เซีย” ส่วนใหญ่เรือสินค้าของพวกคุน-หลุนนำเข้ามายังตลาดการค้าทางภาคใต้ของจีนต่อจากนั้น กลไกการค้าระบบควบคุม ผูกขาด ตัดตอน แปรรูป เพื่อสร้างกำไรเพิ่มรายได้อย่างงามดำเนินไปอย่างโกลาหล ณ ศูนย์กลางการค้าแหล่งสุดท้ายโดยกล่าวยืนยันว่า

                        “สิ่งของมีค่าจากภูเขาและทะเล โดยผ่านเส้นทางคมนาคมสายนี้สินค้าต่างๆ มากมายหลายพันชนิดที่บรรดากษัตริย์ในประเทศทั้งหลายต้องการ  มุ่งหน้ากันมายังตลาดการค้าแห่งนี้ เรือสินค้าจึงพากันมาชุมนุมจนเนืองแน่น พวกพ่อค้า พวกนักธุรกิจ พวกทูตานุทูต ต่างเบียดเสียดจนเดินกระทบไหล่กัน....”

                        ประวัติศาสตร์การค้าทางทะเล อันเดินทางผ่านเส้นทางสายไหมในดินแดนคาบสมุทรสยาม  ทั้งทางช่องแคบสุมาตราและเส้นทางเดินบกลัดข้ามแหลม บริเวณคอคอดกระ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นสุดขีดร่วมสมัยประวัติศาสตร์ศรีวิชัย  มักกล่าวถึงดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในประเทศทะเลใต้ว่ามั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิด  แหล่งกำเนิดอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางกองทัพเรือให้เข้มแข็งในระดับสุดยอด  เพื่อคุ้มครองทางการเมือง  ควบคุมสายการคมนาคมอันคับคั่งอย่างแน่นหนาและปลอดภัยจนได้รับการยกย่องยอมรับว่า  ชาติมหาอำนาจการค่าทางทะเลและเจ้าของแหล่งทรัพยากรเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุด  จักรวรรดิศรีวิชัยจึงมิใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงพ่อค้าคนกลาง  รับจ้างขนถ่ายสินค้าข้ามแหลมหรือเก็บภาษีเรือสินค้าที่ผ่านช่องแคบ  ตามที่เข้าใจกันมาแต่เดิมศรีวิชัยนอกจากเป็นศูนย์กลางตลาดการค้าสำคัญ  ที่ตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางรัศมีการเดินเรือระหว่างประเทศจีน อินเดีย อาหรับ  อันเป็นแหล่งชุมนุมของนักเดินเรือนานาชาติแล้ว  ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้ารายใหญ่ของตลาดโลก  และเป็นศูนย์กลางอารยธรรมทันสมัย  มหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาอีกด้วย

                        จดหมายเหตุของมาร์โคโปโล  ที่เขียนขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 บอกให้เราทราบว่า

“ผลิตภัณฑ์จากเปอร์เซีย”อันเป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย มีค่า หายาก และราคาแพง เป็นที่ต้องการของกษัตริย์ในประเทศทั้งหลาย สินค้าที่ชาวอาหรับถือว่าเป็นความลับขั้นสุดยอดในทางการค้า สามารถปกความลับไว้อย่างมิดชิดตลอดมา ได้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อมาร์โคโปโลเดินทางไปถึงเกาะสุมาตราพบว่า ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองนานาชนิด เช่น กำยาน การบูร ไม้จันทร์ ไม้มะเกลือ ไม้ฝาง ไม้กฤษณา พริกไทย กระวาน เครื่องเทศ สมุนไพร งาช้าง นอแรด กระดองเต่า พลอย อำพัน หินสีมีค่า ดีบุก เหล็ก ตะกั่ว เงิน ทองคำ ไข่มุก หินปะการัง หมาก ข้าวเปลือก น้ำตาล นกขนสวยมีค่าราคาแพงสัตว์ประหลาดชนิดต่างๆ สินค้าเหล่านี้ล้วนเป็นที่ต้องการของพระราชาเสนาบดี เศรษฐี ของประเทศทั้งหลายในแถบตะวันตก ได้ถูกพวกพ่อค้า อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ ซึ่งมีความรู้ในด้านเทคโนโลยีสูง หาซื้อวัตถุดิบไปจากดินแดนแถบนี้ นำไปแปรรูปด้วยกระบวนการผลิตชั้นสูง  ดัดแปลงเป็นน้ำหอม เครื่องประดับ เครื่องใช้ เครื่องเวชภัณฑ์ สินค้าที่มีราคาแพงมาก โดยออกข่าวลวงให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่า เป็นผลิตผลที่มีอยู่เฉพาะในดินแดนตะวันออกกลางเท่านั้น จึงกอบโดยเอาผลกำไรอย่างงามมานานเขาจึงได้เขียนเรื่องราวตีแผ่ให้ชาวโลกรับรู้

                        หลวงจีนอี้-จิง ซึ่งเดินทางกลับจากศึกษาพุทธศาสนาในประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ. 1228 เป็นผู้บอกให้ชาวโลกทราบว่า สหพันธรัฐศรีวิชัยหรือประเทศทั้ง 10 แห่งทะเลใต้ ได้ผนวกประเทศมลายูบนเกาะสุมาตราหรือประเทศโม-โล-ยู ที่ตั้งอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร บ้านเมืองที่ท่านเคยพำนักอยู่เป็นเวลา 2 เดือน ก่อนเดินทางไปประเทศอินเดียนั้น ได้ถูกผนวกเข้ารวมเป็นแว่นแคว้นหนึ่งของสหพันธรัฐศรีวิชัยไปแล้ว ท่านได้แวะพำนักอยู่ที่นครโฟ-ชิ เมืองมหาวิทยาลัยแห่งทะเลใต้อีกครั้งหนึ่ง  เพื่อแปลคัมภีร์ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน ท่านได้อธิบายให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในลักษณะก้าวกระโดของศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองแห่งนี้ พัมนาการเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยที่ท่านแวะพำนักในครั้งแรก และท่านได้บรรยายถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายมหายานอันรุ่งเรืองอยู่ในมหาวิทยาลัยนาลันทายุคนั้น  หลั่งไหลข้ามมหาสมุทรอินเดียเข้ามาแพร่หลายอยู่ในสหพันธรัฐศรีวิชัย บดบังความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายหินยานมากขึ้น ทั้งนี้เพราะหลวงจีนอี้-จิงให้เหตุผลไว้ในบันทึกว่า

                        “ผู้นับถือมหายานและหินยาน ต่างก็ปฏิบัติธรรมวินัยเดียวกัน  ยึดถือสิ่งที่เป็นบาป 5 ประการเหมือนกัน และต่างก็ยึดมั่นอยู่ในอริยสัจ 4 ประการ เช่นเดียวกัน พวกที่นับถือพระโพธิสัตว์และศึกษาเล่าเรียนพระสูตร เรียกว่า ฝ่ายมหายาน ส่วนพวกที่นับถือพระพุทธเจ้า ไม่ศึกษาพระสูตร เรียกว่า“ฝ่ายหินยาน ”

                        ท่านจำแนกพุทธศาสนานิกายมหายานในยุคนั้นว่า แบ่งออกเป็น 2 นิกายใหญ่ ๆ ได้แก่ “นิกายมาธยธิกะ” กับ“นิกายโยคาจารย์” ซึ่งโดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของหลักธรรามแล้วเป็นไปในทำนองเดียวกัน แตกต่างกันเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับจิตวิญญาณเท่านั้น นิกายมาธยธิกะที่ท่านอาจารย์นาคารชุนสั่งสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตนจริง แต่นิกายโยคาจารย์ของท่านอาจารย์อสังคะ และอาจารย์วสุพันธ์ นักอภิปรัชญา 2 พี่น้อง เชื่อว่าจิตวิญญาณเท่านั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง หลวงจีนอี้-จิง กล่าวถึงความแตกต่างของประเด็นสำคัญของศาสนาพุทธนิกายมหายานไว้อย่างง่ายๆ ว่า

                        “2กลุ่มนี้เองที่เรียกว่า มหายาน คือ กลุ่มแรกเรียกว่า มาธยธิกะ กลุ่มที่สองเรียกว่า โยคาจารย์ กลุ่มแรกนั้นเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับความมีตัวตนนั้น ในความเป็นจริงที่แท้จริงแล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน เป็นความหลอกลวงคล้ายกับภาพมายา แต่กลุ่มโยคาจารย์มีความเชื่อและยืนยันว่า แท้จริงนั้นไม่มีอะไรที่มีตัวตนปรากฏให้เห็น ยกเว้นแต่จิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ จิตวิญญาณคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่จริง็น็น็”

                        ลัทธิโยคาจารย์  เสนอหลักอภิปรัชญาสนับสนุนเหตุผลความเชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้าที่ปรากฏขึ้นในโลกมนุษย์ว่ามีลักษณะเป็น“ตรีกาย” คือธรรมกาย หมายถึง หลักธรรมอันเป็นปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็นพุทธะอย่างแท้จริง ประการต่อมา สัมโภคกาย หมายถึง กายของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏให้เห็นในรูปพระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่เหล่าทวยเทพในสวรรค์ ตลอดจนมวลมนุษย์ในโลก ซึ่งประกอบด้วยมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ ส่วนประการสุดท้าย นิรมาณกาย นั้นคือกายที่เป็นภาพลวงตา ซึ่งพุทธะในธรรมกายถูกเนรมิตขึ้นเพื่อสั่งสอนหลักธรรมในศาสนาอยู่ชั่วเวลาหนึ่งแล้วก็หายไป ตัวอย่างคือ  พระศากยมุนี เป็นต้น

                        ศาสนาพุทธนิกายมหายาน เสนอแนวความคิดและทางเลือกใหม่ในการตรัสรู้ธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า มิใช่มุ่งหวังแต่เพียงบรรลุความเป็นอรหันต์เฉพาะส่วนตัวเท่านั้น แต่พุทธศาสนิกชนควรเสียสละบำเพ็ญบารมีธรรม ดำเนินวิถีชีวิตตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ 10 ประการ ที่เรียกว่า “ทศภูมิของพระโพธิสัตว์” สั่งสมบุญกุศลไว้ ด้วยมีปณิธานอันแน่วแน่ว่า จะไม่บรรลุพุทธภูมิไปสู่พระนิพพานแต่เพียงผู้เดียว จนกว่าจะได้ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากห้วงวัฏสงสารเสียก่อน การแสวงหาพระโพธิญาณ 4 ภูมิสุดท้าย พระโพธิสัตว์จักบังเกิดบารมีธรรมแก่กล้าประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ เป็น“พระโพธิสัตว์” ได้แก่ กรุณา ปัญญาและอุบาย สามารถแปลงกายเป็นพระพรหม พระอินทร์ พระมเหศรวรหรือท้าวกุเวร ที่เรียกกันว่า“พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร”เพื่อสั่งสอนพระธรรมของพระพุทธเจ้า และคอยสอดส่องดูแลช่วยเหลือสรรพสัตว์ หากผู้ใดเอ่ยพระนาม ระลึกถึงหรืออ้อนวอน พระองค์ก็จะเสด็จไปช่วยเหลือระงับความเดือดร้อนในนาม“พระสมันตมุข” แปลว่า พระผู้ทรงคอยสอดส่องและมองรอบด้าน ทรงทำหน้าที่ปกป้องภัยพิบัติ ขจัดอันตรายต่างๆ เป็นต้นว่า อุบัติเหตุในการเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำถูกปล้นระดม ต้องโทษทัณฑ์ ถูกสัตว์ร้ายงูพิษขบกัด ต้องอสุนีบาด หรือแม้แต่ผู้ใดปรารถนาจะได้บุตรธิดา เพียงแต่ร้องขอต่อพระองค์ก็จะประทานให้ตามประสงค์

                        ภิกษุนักจาริกชาวจีนอีกผู้หนึ่งมีชื่อว่า“หลวงจีนฟา-เหียน” จดบันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศอินเดีย เรือสำเภาถูกลมพายุร้ายแรงพัดกระหน่ำอยู่เป็นเวลานาน จนกัปตันเรือกลัวว่าเรือจะอับปาง ต้องขนส่งของที่บรรทุกหนักทิ้งทะเล เพื่อลดน้ำหนัก ผู้โดยสารต่างมีความหวาดกลัวอย่างที่สุด และกล่าวโทษว่า การที่ประสบโชคร้ายเช่นนี้เพราะหลวงจีนฟา-เหียน อันเป็นตัวกาลกิณีเดินทางมาด้วย  เทพเจ้าจึงบันดาลให้เกิดภัยพิบัติเช่นนั้น  ต่างลงมติพร้อมกันว่า จะจับตัวท่านโยนทิ้งทะเลหรือปล่อยเกาะเสีย ท่านจึงภาวนะถึงพระโพธิสัตว์ ในที่สุดลมพายุร้ายก็สงบลงและเดินทางไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย ศาสนาพุทธนิกายมหายานได้รับความนิยมแพร่หลายมากในสหรัฐศรีวิชัย ดังปรากฏรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสมัยแรก ๆ เริ่มมีมากขึ้นในคาบมหาสมุทร

                        เศรษฐกิจการค้าอันรุ่งเรืองในสมัยการแผ่ขยายจักรวรรดิศรีวิชัยตรงกับยุคทองของประเทศจีน สมัยราชวงศ์ถัง พ่อค้าชาวอาหรับผู้หนึ่งจดบันทึกเล่าเรื่องราวของประเทศจีนว่า  เป็นสมัยแห่งการเร่งผลิตแลขยายตัวทางการค้าต่างประเทศ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้ชาวจีนพยายามคิดค้นเทคโนโลยีชั้นสูง เพิ่มผลผลิตสินค้าประเภทหรูหรา ฟุ่มเฟือย ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเป็นสินค้าขาออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผาจีนสามารถทำได้ดีอย่างไม่เคยมีมาก่อน พัฒนาการไปในระดับสุดยอด ชาวอาหรับผู้นั้นกล่าวว่า

                        “จีนทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างวิเศษ ทำจานกันจนบางเหมือนกับแก้ว อาจมองผ่านเข้าไปเห็นน้ำภายในจานนั้น แม้ว่าจะทำขึ้นด้วยดินก็ตาม”

                        ปัญญาชนชาวจีนชื่อ “หลู-ก๊วย-เมิ่ง” บรรยายถึงความสามารถอันมหัศตจรรย์ยิ่งของช่างจีน ที่พยายามพัฒนาเทคนิคการผลิตโดยอาศัยความสามารถทางเคมีและศิลปะผสมผสานกัน จนนำสีเคลือบเครื่องปั้นดินเผาให้งดงามอลังการอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นผลสำเร็จอันน่าพิศวง สมัยปลายราชวงศ์ถัง เขาได้จดบันทึกไว้ว่า

“เครื่องปั้นดินเผาสกุลเย่(เมืองส้าวชิง  มณฑลจื้อเจียง) ผสมผสานสีสันต่าง ๆ ตั้งพันสีเข้าด้วยกัน ใน

ลวดลายอันสวยงาม...”   ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาจีน อันถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทหรูหรา ฟุ่มเฟือย และราคาแพง บังเกิดขึ้นอย่างดาษดื่นในแถบเมืองกวางตุ้ง เมืองฉวนโจว เมืองหยวงโจว ซึ่งเกิดขึ้นตามกระบวนการเร่งผลิต ลดดุลการค้ากับต่างประเทศ กล่าวกันว่า พวกพ่อค้าขนไปกองกันจนเต็มไปหมดตามถนนหลวง นักโบราณคดีได้สำรวจขุดค้นพบว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องในดินเผาจีนสมัยราชวงศ์ถัง สินค้าขาออกสำคัญยิ่งของประเทศจีน ได้ส่งออกไปขายทั่วโลกในยุคนั้น พบตามแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยเฉพาะแถบเมืองท่าชายฝั่งทะเล ทั้งทางภาคใต้และภาคกลาง ส่วนใหญ่พบในเขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ราชบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี ชลบุรี ไม่พบในภูมิภาคอื่นเลย แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองในแถบชายฝั่งทะเลซึ่งไม่สามารถติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 12 แม้ว่ามีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจีนในแถบชายฝั่งทะเล เกาะบอร์เนียว ชวา สุมาตรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเคยติดต่อค้าขายกับจีนในสมัยราชวงศ์ถัง แต่จดหมายเหตุจีนสมัยนั้นบอกว่า ประเทศโต-โล-โม (ชวา) ประเทศโม-โล-ยู ได้ขาดการติดต่อทางการทูตกับประเทศจีนมาตั้งแต่ พ.ศ. 1212 ยังคงมีอยู่เพียงจักรวรรดิศรีวิชัยเท่านั้นที่แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นชาติผู้นำพวกคุน-หลุน ดังปรากฏหลักฐานการมีอำนาจรัฐ ความเป็นองค์สยามินทร์ในยุคนั้นวไว้ว่า

                        “เมื่อ พ.ศ. 1245 พระเจ้าโป- ชุน พระเจ้าแผ่นดินประเทศ ชิ-ลิ-โฟ-ชิ ส่งคณะทูตเดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่พระจักรพรรดิ ราชทูตได้กราบทูลฟ้องร้องว่า ถูกพวกขุนนางและนายด่านจีนดูหมิ่น”

                        “เดือนสิงหาคม พ.ศ. 12767 พระเจ้ากรุงชิ-ลิ-โฟ-ชิ ทรงพระนามว่า เช-ลิ-โต-เล-ปา-โม (คล้ายพระนามของพระเจ้าโกณฑัญญะชัยวรมันแห่งอาณาจักรฟูนัน)           ส่งคณะทูตเดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่พระจักรพรรดิ พระองค์ทรงประทานตำแหน่งพิเศษ โส-ไว-ไว-ต้า-เจียง-กุน (นายทหารใหญ่ฝ่ายขวา) พร้อมด้วยพระราชทานเสื้อยศสีม่วงเข็มขัดยกทองสำหรับแต่เข้าเฝ้า”         

                        “เดือนธันวาคม พ.ศ. 1284 พระเจ้ากรุงชิ-ลิ-โฟ-ชิ ทรงโปรดให้พระราชโอรสเป็นหัวหน้าคณะทูต  เดนิทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่พระจักรพรรดิ พระองค์ทรงจัดเลี้ยงรับรองที่พระราชวังจู-เกียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง”

                        “เดือนมกราคม พ.ศ. 1285 1284 พระเจ้ากรุงชิ-ลิ-โฟ-ชิ ทรงพระนามว่า ลิว-เต็วง-วิ-กง ส่งคณะทูตเดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการแก่พระจักรพรรดิ โดยมีพระราชโอรสเป็นหัวหน้าคณะทูต พระองค์ทรงประทานตำแหน่งพิน-อิ-อ๋อง และยู-ชิน-วู-ไว(นายทหารเอก)พร้อมทั้งพระราชทานตราพิเศษ พร้อมทั้งผ้าแพร 80 ม้วน ให้แก่เจ้าชายผู้รับพระบรมราชโองการ”

                        ความสำเร็จรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจการค้าและความสัมพันธ์ทางการทูตอันดี ระหว่างสหพันธรัฐศรีวิชัยกับประเทศจีนที่เคยติดต่อกันมาอย่างยาวนาน ได้ยุติลงภายหลังคณะทูตชุดสุดท้ายของเจ้าชาย เดินทางไปเยือนราชสำนักจีนในรัชกาล“จักรพรรดิซวน-จุง” เมื่อ พ.ศ. 1285 โดยไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุและมีหลักฐานแน่ชัด สหพันธรัฐศรีวิชัยระงับการติดต่อทางการค้ากับประเทศจีนอย่างสิ้นเชิง ทำให้ข่าวสารหลักฐานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวพัฒนาการของสหพันธรัฐศรีวิชัย ซึ่งประเทศจีนเคยจดบันทึกไว้เงียบหายไป

                        นักประวัติศาสตร์พยายามสืบสวนค้นหาสาเหตุพบว่า จักรพรรดิซวน-จุง ครองราชย์สมบัติประเทศจีนระหว่าง พ.ศ. 1158 ถึง พ.ศ. 1298 นั้น แม้ว่าเป็นสมัยอันรุ่งเรืองของศิลปะวัฒนธรรม ร่ำรวย และมีอำนาจเป็นที่ยอมรับยกย่องของนานาประเทศก็ตาม  แต่เกิดปัญหาความไม่สงบขึ้นบริเวณพรมแดนภาคเหนือ กองทัพอาหรับ แมนจูเรีย ตุรกี คุกคามความปลอดภัย มีท่าทีรุ่นแรงเพิ่มขึ้น ดินแดนทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ กองทัพชาวทิเบต กองทัพพวกไทยน่านเจ้า รวมตัวกันก่อกบฏยกกองทัพเข้าโจมตีขับไล่กองทัพจีน จนต้องถอยออกไปนอกดินแดน ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในประวัติศาสตร์สงครามอาณาจักรน่านเจ้า จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ถัง บันทึกไว้ว่า

                        “เมื่อ พ.ศ. 1293 พระเจ้าโก-โล-เฝง (โก๊ะล่อฝง) ราชโอรสของพี-ล่อ-โก๊ะ ครองราชย์สมบัติเมืองตาลีฟู ขณะเสด็จประเทศจีน ได้ถูกสบประมาทจากเจ้าเมืองฟูนัน จึงเสด็จกลับไปด้วยความพิโรธ ยกกองทัพเข้าโจมตีดินแดนจีน ยึดเมืองและตำบลได้ 32 แห่ง กองทัพจีนยกลงไปปราบปรามแต่ไม่สำเร็จเพราะเกิดโรคระบาดร้ายแรง ต่อมาพระองค์ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับกษัตริย์ประเทศธิเบต”

                        “เมื่อ พ.ศ. 1322 พระเจ้าโก-โล-เฝง สวรรคต พระเจ้าอี-โม-สุน ราชนัดดาได้ครองราชย์สมบัติ ยกกองทัพขึ้นไปรุกรานดินแดนจีนอีก ในคราวนี้มีกองทัพธิเบตเข้าร่วมสมทบด้วยแต่ถูกกองทัพจีนตีโต้จนต้องถอยกลับมา”

                        นอกจากนั้นประเทศจีนยังประสบปัญหาความขัดแย้งภายในอย่างรุ่นแรง ระหว่างพวกลัทธิเต๋ากับคณะสงฆ์ศาสนาพุทธ แม้ว่าในอดีตรัฐบาลจีนเคยใช้กำลังปราบปรามทำลายล้างพวกนับถือศาสนาพุทธอย่างเฉียบขาด

แต่ไม่อาจหยุดยั้งความเชื่อของประชาชนให้คลายความเลื่อมใสศรัทธาลงไปได้ และสถาบันสงฆ์มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยสาขาเข้มเข็งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เกินกว่ากำลังจะกำจัดให้สิ้นซากไปได้ ในที่สุดสถาบันกษัตริย์จำต้องอนุโลมตาม ด้วยการหันมาทำนุบำรุงส่งเสริมศาสนาพุทธอีก สถาบันสงฆ์ก็ยิ่งขยายออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งพยายามแสวงหาวิธีการปกป้องตนเองเพื่อความอยู่รอด ตลอดจนแทรกซึมเข้าอิทธิพลเหนือราชสำนัก จึงเกิดความขัดแย้งกับพวกลัทธิเต๋า ซึ่งมีอิทธิพบอยู่ในบรรดาพวกขุนนางชั้นสูง การแสวงหาอำนาจการเมองด้วยความริษยา อาฆาต พวกลัทธิเต๋าพยายามยุยงพวกขุนนางที่อยู่ใกล้ชิดเป็นที่ไว้วางใจของพระจักรพรรดิ ให้คอยกราบทูลรายกงานข้อบกพร่อง ความเคลื่อนไหวของศาสนาพุทธ ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประเทศว่า

                        หากปล่อยให้คณะสงฆ์มีอำนาจยิ่งใหญ่ดุจดัง จักรวรรดิ ไม่ยอมขึ้นอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ จะเป็นภัยในวันข้างหน้า ควรต้องหาวิธีการกำจัดเสีย

                        ท่ามกลางความยุ่งยากกระส่ำกระสายที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขุนนางจีนผู้เลื่อมใสลัทธิเต๋าชื่อ “เหยา-ซุง” ได้ฉวยโอกาสนั้นก่อกบฏขึ้นใน พ.ศ. 1257 เริ่มต้นปราบปรามทำลายศาสนาพุทธ พระและชีถูกจับสึกเป็นอันมาก  สั่งห้ามการสร้างวัด  สร้างรูปปฏิมากร  จารึกคัมภีร์พุทธศาสนา  ในขณะเดียงกันกองทัพจีนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือถูกโจมตีแตกพ่ายอย่างยับเยินใน พ.ศ. 1294 ประเทศจีนจึงตกอยู่ในภาวะคับขัน ขาดแคลน ระส่ำระสายไปทั่ว จักรพรรดิซวน-จุง  ได้เสด็จลี้ภัยไปประทับอยู่ที่นครเซ่ง-โตว  ไม่สามารถติดต่อทางการทูตกับต่างประเทศได้ตามปกติ  ในที่สุดพระองค์ทรงสละราชสมบัติใน พ.ศ. 1299 อันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกให้ทราบถึงเหตุผล  ความสัมพันธ์ทางการทูตซึ่งขาดหายไป ประการหนึ่ง

                        ประวัติศาสตร์อาณาจักรน่านเจ้ากล่าวถึงรากฐานการก่อกำเนิดชนชาติไท-ไต  ดังปรากฏอยู่ในตำนานพงศาวดารการเมืองแถง  ตำนานพงศาวดารล้านช้าง และตำนานพงศาวดารเหนือมีหลักฐานน่าเชื่อได้ว่าพัฒนาการรุ่งเรืองขึ้นภายใต้“วัฒนธรรมสยาม-ทวารวดี” สมัยอาณาจักรตามพรลิงค์เป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองอยู่ในคาบสมุทรทางภาคใต้บ้านเมืองปลายแดนรอยต่อระหว่างจักรวรรดิสยามกับจักรวรรดิจีน แม้ว่าชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ถูกจีนครอบงำและพยายามบีบบังคับให้ยอมรับวัฒนธรรมจีน แต่ไม่เป็นผล ชนชาวพื้นเมืองเหล่านั้นกลับยึดมั่นเลื่อมใสวัฒนธรรมสยาม-ทวารวดีโดยไม่เสื่อมคลาย ผ่านกระบวนการความเชื่อแบบผสมผสานเกี่ยวกับการถือแถนควบคู่กับพระพุทธเจ้า การทำสงครามระหว่างอาณาจักรน่านเจ้ากับกองทัพจีนที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 1293 ไม่มีหลักฐานอะไรบอกถึงสาเหตุแน่ชัด ข้อความที่อ้างถึงในจดหมายเหตุจีนก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่ความปั่นป่วนกระส่ำระส่ายภายในประเทศและการคุกคามของพวกขุนนางจีนภายใต้การยุยงของพวกลัทธิเต๋า รัฐบาลจีนได้กวาดล้างทำลายวัฒนธรรมศาสนาพุทธอย่างรุนแรงมาก อาจส่งผลกระทบต่อประเพณีความเชื่อของคนไท-ไตในอาณาจักรน่านเจ้า จนรวมตัวกันก่อกบฏขึ้น เพราะจดหมายเหตุจีนอธิบายถึงวิธีการปราบปรามในครั้งนั้นไว้ว่า

                        “วัตถุที่ถูกยุบนั้น ให้พระปฏิมาที่หล่อด้วยสำริด อยู่ในอารักขาของเจ้าพนักงานดูแลเกลือและเหล็ก เพื่อจะได้ยุบลงตีเป็นเหรียญกษาปณ์ส่วนพระเหล็กนั้น ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าเมืองจะได้เผาหลอมเป็นเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับทำไร่ทำนา พระเงิน ทอง หยก หรือสร้างด้วยของมีค่าอื่น ๆ ให้เก็บส่งเข้าท้องพระหลังหลวงให้หมดสิ้น”

                        นอกจากนั้นยังได้บรรยายถึงการทำลายล้างวัฒนธรรมภายนอกตามนโยบายชาตินิยมของจีน  ให้ยุติการนิยมนับถือลัทธิศาสนาของชาวต่างชาติ ในแบบถอนรากถอนโคนไว้ว่า

                        “เราสั่งให้ทำลายวัดเสีย 4,600 แห่ง จับพระและชีสึกเสีย 260,500 รูป ทำลายศาลเจ้าเสีย 40,000 แห่ง  ริบที่ดินเลี้ยงสัตว์เสีย 2,5000,000 ไร่  ปลดปล่อยพวกข้าพระทั้งหมด 150,000 คนบังคับให้พวกนี้ต้องเสียส่วยทุกปี ทั้งพระและชีให้อยู่ในอำนาจของกรมท่า พวกที่มาสอนศาสนาอื่นให้จับออกมาเป็นคนสามัญเสีย หาไม่จะทำให้ธรรมเนียมจีนเสียหายไป”

                        จดหมายเหตุจีนบอกว่า ชาวพื้นเมืองหลายกลุ่ม เช่น พวกจาม พวกคะแมร์ พวกเวียดนาม พวกน่านเจ้า ได้ผนึกกำลังกันบุกเข้าโจมตี เมืองเกียวโจว ข้าหลวงจีนนำกำลังออกรบพุ่งขับไล่ แต่ถูกกองทัพชาวพื้นเมืองตีแตกพ่ายไป และกล่าวถึง

                        “พ.ศ. 1296 เจ้าชายแห่งเวิน-ตาน(เวียงจันทน์) เดินทางไปเฝ้าจักรพรรดิจีน ขณะนั้นกองทัพจีนกำลังทำสงครามกับน่านเจ้า พระองค์ขอกำลังสนับสนุนจากเวิน-ตาน ให้ช่วยรักษาพรมแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ด้วย”

                        ประวัติศาสตร์เวียงจันทน์แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เคยแสดงความเห็นไว้ว่า เป็นชาวสยามพวกหนึ่งในแคว้นศรีโคตรบูร ยังปรากฏร่องรอยหลักฐานศิลปะสมัยทวารวดีจนถึงปัจจุบัน  จดหมายเหตุจีนกล่าวต่อไปว่าพวกนี้ได้ร่วมกับชาวพื้นเมืองอื่นโจมตีประเทศจีน รัฐบาลจีนสมัยนั้นอาจสงสัยว่า จักรพรรดิศรีวิชัยมีส่วนสนับสนุนอย่างลับๆ อยู่เบื้องหลัง อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศทั้งสองยุติความสัมพันธ์ทางการทูตลงในรัชการพระเจ้าลิว-เต็ง-วิ-กง

                        ศาสตราจารย์ ส. ประนะวิธาน นักประวัติศาสตร์ศรีลังกา พยายามศึกษาศิลาจารึกตำนานเก่าแก่และหลักฐานประวัติศาสตร์ศรีลังกา ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับดินแดนคาบสมุทรสยามมาตั้งแต่สมัย“กรุงสุวรรณปุระ  จนถึง“สมัยกรุงตามพรลิงค์” พบหลักฐานหลายประการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันในแบบบ้านพี่เมืองน้องของระบบเครือญาติ พอสรุปได้ว่า

                        ความบาดหมายกันระหว่างอาณาจักรตามพรลิงค์กับอาณาจักรสิงหลเกิดขึ้นในรัชกาล“พระเจ้ากัสสปะที่ 2” เมื่อราวพ.ศ. 1184 พระองค์จึงทรงดำเนินนโยบายทำลายคู่แข่งทางการค้า เพื่อบ่อนทำลายอำนาจทางการเมืองของอาณาจักรตามพรลิงค์ ด้วยวิธีการประกาศเปิดเมืองท่าเสรีตลาดการค้าที่ไม่ต้องเสียภาษี พระองค์ได้กำหนดเหรียญทองทำใหม่ขึ้นเป็นสื่อกลางในการชำระราคาสินค้าของตลาดเสรี พ่อค้า นักเดินเรือ จึงพากันหลั่งไหลไปติดต่อค้าขายอย่างคับคั่ง  เกาะลังกาได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญแทนที่กรุงตามพรลิงค์ ตลาดการค้าคาบสมุทรซบเซาร่วงโรยและฝืดเคือง พระเจ้ากรุงตามพรลิงค์ทรงดำเนินนโยบายตอบโต้ด้วยการสนับสนุนราชโอรสของ“พระเจ้าธาตุเสนา” ซึ่งถูกพระเจ้ากัสสปะที่ 2 แย่งชิงราชสมบัติลี้ภัยการเมืองมาประทับอยู่ที่กรุงตามพรลิงค์ ทรงพระนามว่า “เจ้าชายโมคัลลนะ” ให้แย่งราชบัลลังก์กลับคืน กองทัพเรือกรุงตามพรลิงค์ได้ยกไปโจมตีประเทศศรีลังกา  สถาปนาเจ้าชายขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเมื่อ พ.ศ. 1193 ทรงพระนามว่า   “เจ้าชายโมคัลลนะ” พระองค์ทรงยกเลิกระบบการใช้เหรียญกษาปณ์ทองคำ ตลาดการค้าเสรีและเมืองท่าปลอดภาษี ตามความประสงค์ของกษัตริย์กรุงตามพรลิงค์

                        เรื่องราวของพระเจ้าโมคัลลานะ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 ปรากฏอยู่ในตำนานเก่าแก่ที่สุดที่เล่าสืบทอดกันมาในแบบมุขปาฐ  เกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช รู้จักกันในนาม“แหล่งโบราณคดีโมคัลลนะ” ตำบลโมคลาน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการสำรวจพบโบราณสถาน โบราณวัตถุ หลายประการ เป็นต้นว่า หลักหินปักอยู่จำนวนมาก   ซากเจดีย์  ซากเทวสถาน พบชิ้นส่วนประกอบของอาคาร  เช่น  ธรณีประตู  กรอบประตู  โยนิโทรณะ พระพุทธรูปปูนปั้น เศษภาชนะดินเผา  เงินเหรียญแบบฟูนันกว่า 150 เหรียญ  อันแสดงถึงความเป็นแหล่งชุมชนสำคัญ  บนสันทรายเก่าแก่คล้ายเป็นเมืองท่าเรือโบราณที่มีมาก่อนสมัยศรีวิชัย  สมดังคำกล่าวของชาวพื้นเมืองที่ว่า

                        “ตั้งดินตั้งฟ้า  ตั้งหญ้าเข็มมอญ  โมคลานสร้างก่อน  เมืองคนสร้างหลัง”

                        ศาสตราจารย์ เอช.เอช.อี.  ลูฟส์  นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เคยเดินทางไปศึกษาสำรวจให้เห็นว่าคำว่า

“โมคลาน” อาจมาจากคำว่า“โมคัลลาราม”  ส่วนแนวหลักหินที่ปักเรียงกันเป็นแนวในบริเวณแหล่งโบราณคดีแห่งนั้น  ท่านอธิบายว่ามีลักษณะคล้ายกับที่เคยพบในเขตอะลอร์กาจาห์  รัฐมะละกา  ประเทศมาเลเซีย และเขตกัวลา  ปิลาห์  รัฐเกรี เซมบิลัน ประเทศมาเลเซีย บ้านเมืองเหล่านี้อาจมีการติดต่อสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ส่วนภาพสลักนูนเป็นลายประจำ 2 แนว  ท่านให้ความเห็นว่าเป็นศิลปะขอมแบบบายน  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  เรืองอำนาจเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 กษัตริย์เขมรพระองค์นี้อาจแผ่ขยายเข้ามายังดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทย

                        อาจารย์ปรีชา  นุ่นสุข  นักประวัติศาสตร์ภาคใต้  มีความสนใจเรื่องลวดลายในเสาหินหลักดังกล่าว  พยายามศึกษาเปรียบเทียบพบว่า ลวดลายในเสาหินบริเวณแหล่งโบราณคดีโมคลานมีส่วนคล้ายคลึงกับลวดลายประดับเทวสถานศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศลนิกาย  ปรสรเมศวร  ณ ภูวเนศวรทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย  สมัยราชวงศ์ปัลลวะรุ่งเรืองอยู่ในประเทศอินเดียเมื่อประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 13  อันเป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองภาคใต้ของประเทศไทยได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมจากประเทศอินเดียอย่างมาก  เรียกกันว่า  ศิลปะสมัยศรีวิชัย  จึงสันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีโมคลานอาจเป็นบ้านเมืองที่พระเจ้าโมคัลลานะประทับอยู่เมื่อครั้งลี้ภัยการเมืองมาจากประเทศศรีลังกาก่อน พ.ศ. 1193  ต่อมาได้กลายเป็นเมืองท่าเรือสำคัญในสมัยศรีวิชัย  ตามที่จดหมายเหตุหลวงจีนอี้-จิงจึงกล่าวถึงชื่อ“เมืองโฮ-ลิง” หรือ

“เมืองเช-โป” ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของ“เมืองโฟ-ชิ” แล่นเรือไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 4 วัน

                        แผนการโค่นล้มกำจัดคู่แข่งทางการค้าของกษัตริย์กรุงตามพรลิงค์สมัยนั้น  เป็นเหตุให้ “เจ้าชายมนะวัมมะ” ราชโอรสของ  “เจ้าชายกัสสปะที่ 2” ต้องเสด็จหลบหนีลี้ภัยไปประทับอยู่ในราชสำนักปัลลวะ  รัชกาล“เจ้าชายนรสิงหวรมัน” เจ้าชายพระองค์นี้รับราชการอยู่ในอาณาจักรปัลลวะเคยเสด็จนำกองทัพไปช่วยทำสงครามแผ่ขยายอาณาจักร  ได้รับชัยชนะมีความชอบหลายครั้ง  ครั้นพระเจ้าโมคัลลานะสวรรคตเมื่อราว พ.ศ. 1219  พระเจ้านรสิงหวรมันทรงสนับสนุนให้เจ้าชายมนะวัมมะยกกองทัพกลับไปกอบกู้ราชบัลลังก์  แต่พ่ายแพ้แก่“พระเจ้าทาโฐปติสสะที่ 2”  คงสงบรอคอยโอกาสจนถึง พ.ศ. 1254  ประเทศศรีลังกาเกิดปัญหาภายในประเทศ  เจ้าชายมนะวัมมะจึงยกกองทัพไปแย่งชิงราชสมบัติกลับคืนได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า

“พระเจ้ามนะวัมมะ” พระองค์ทรงนำศิลปวิทยาการ   ระเบียบแบบแผนที่ทันสมัยรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักปัลลวะและมหาวิทยาลัยนาลันทา  เข้าไปเผยแพร่ในประเทศศรีลังกาพร้อมทั้งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจักรวรรดิศรีวิชัยอย่างแน่นแฟ้นเหมือนดังเก่า และทรงเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิปัลลวะในประเทศอินเดียอีกด้วย

                        ตำนานปรัมปราปุสตกะและตำนานสุวรรณปุรวงศ์  พงศาวดารประเทศศรีลังกา  อ้างถึงการเริ่มต้นสร้างสัมพันภาพของอาณาจักรที่นับถือศาสนาพุทธขึ้นใหม่ในสมัยนั้นว่า หลังจากพระเจ้ามนะวัมมะสวรรคตใน พ.ศ. 1309  ราชโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าศนะภุลละ”ขึ้นครองราชสมบิติ พระองค์ทรงสู่ขอราชธิดากษัตริย์ศรีวิชัยให้อภิเษกสมรสกับ “พระชายวิษณุ”   ราชโอรสของพระองค์  ตามประวัตกล่าวว่าเจ้าชายวิษณุได้เสด็จมารับราชการอยู่ในกรุงศรีวิชัย  เจ้าชายพระองค์นี้อาจได้รับการศึกษาอบรมศิลปวิทยาการชั้นสูงมาจากมหาวิทยาลัยนาลันทาและเจริญวัยขึ้นในดินแดนที่ใกล้ชิดกับแหล่งอารยธรรมปัลลวะซึ่งเจริญรุ่งเรืองที่สุดสมัยนั้น  พระองค์จึงเป็นที่รักใคร่โปรดปรานของมหาราชแห่งศรีวิชัย  และเป็นที่พอใจของคณะสงฆ์นิกายมหายาน ที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในยุคนั้น  ต่อมาเมื่อมหาราชแห่งศรีวิชัยสวรรคต  พระองค์ได้รับการคัดเลือกจากพระราชาทุกแว่นแคว้นให้เสด็จขึ้นเป็นผู้นำของจักรวรรดิศรีวิชัย  ดำรงฐานันดรศักดิ์ตามนามาภิไธยว่า“พระศรีมหาราชวิษณุ ”

ฝ่ายคณะสงฆ์ถวายพระนามทางศาสนาว่า“เจ้าชายศิริโพธิ”

                        ศาสตราจารย์ ส. ประนะวิธาน ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า  ประเทศจีนอาจเรียกพระนามทางศาสนาของกษัตริย์ศรีวิชัย  ศิริโพธิ  เป็นชื่อขอบงประเทศในคำว่า “ชิ-ลิ-โฟ-ชิ”  เช่นเดียวกับคำว่า “ประเทศโฟ-ชิ” มาจากคำว่า“นครโพธิ” ตามความเชื่อใน“ลัทธิโพธิราช” ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน  แม้ว่าความเห็นดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงการประวัติศาสตร์  แต่ยังไม่มีใครสามารถอธิบายที่มาของคำว่า“ชิ-ลิ-โฟ-ชิ”   ซึ่งประเทศจีนใช้เรียกชื่อของอาณาจักรศรีวิชัยมาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นพุทธศตวรรษที่ 12ว่า มีความเป็นมาอย่างไร

                        ประวัติศาสตร์พุทธศาสนานอกายมหายานที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในยุคนั้น  มีศูนย์กลางการศึกษาเผยแพร่อยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา  กล่าวถึงหลวงจีนผู้มีชื่อเสียงหลายท่านเดินทางไปศึกษา  คัดลอกคัมภีร์กลับไปสั่งสอนในประเทศจีน  บอกให้ทราบว่า หลักอภิปรัชญาอาจแตกต่างกันเป็น 2 แนวความคิด  คือ

“ฝ่ายมาธยากิยะ” กับ“ฝ่ายโยคาจารย์”  ต่างเขียนคัมภีร์ออกเผยแพร่ตามแนวความคิดเกี่ยวกับความเป็น“สูญญตา”

 แต่อาจารย์นาคารชุนนะ  ผู้เป็นต้นคิดลัทธิมาธยาธิกะมีความเห็นว่า  การดำเนินชีวิตตามแนวทางพระโพธิสัตว์ด้วยการบำเพ็ญบารมีธรรมจนบรรลุ“ทศภูมิ” เพื่อเข้าสู่ความเป็น  “พระเทวโพธิสัตว์”  ในลัทธิโยคาจารย์นั้น  เป็นเรื่องที่ลำบากยากยิ่งเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะเสียสละหรือมีความพากเพียรถึงขนาดนั้น  ท่านจึงได้เสนอแนวทางเลือกใหม่ซึ่งง่ายกว่า  บุคคลทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ทันที  ด้วยอุบายเพียงแสดงความจงรักภักดีต่อพระตถาคต  เพียงแต่กำหนดสมาธิจิตให้แน่วแน่แสดงความเคารพระลึกถึงพระตถาคตเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง  ซึ่งเฝ้าอภิบาลรักษาอยู่ในทศทิศ  เป็นต้นว่า

“พระอักโศภยะพุทธ” ผู้คุ้มครองทางทิศตะวันออกหรือเรียกว่า  “อภิรดี” แปลว่า พระผู้ไม่มีความหวั่นไหว    “พระอมิตาภะพุทธ” ผู้คุ้มครองสวรรค์ชั้นสุขาวดี  ทางทิศตะวันตก  หรือที่เรียกว่า   “อมิตายุ”  แปลว่า  ผู้มีแสงสว่างยั่งยืนเป็นนิรันดร“พระไมเตรยะ” หรือ  “พระศรีอาริย์” ผู้มีแต่งสร้างความสุขความรุ่งเรืองสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตรอคอยเวลาลงมาจุติในโลกมนุษย์  อาจารย์วสุพันธเสนอวิธีการเข้าถึงพระตถาคตด้วยวิธีการไม่ยุ่งยากไว้ว่า

                        “ด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่  อาตมาระลึกถึงอมิตาภะ  ผู้เป็นที่พึ่งและภาวนาขอให้ไปเกิดใหม่ในแดนใหม่  อันมีแต่ความบริสุทธิ์”

                          คัมภีร์ “ทศภูมิวิภาษศาสตรา”  ว่าด้วย  “ลัทธิภักดี” อธิบายวิธีการไปสู่พุทธภูมิต่อไปว่า  พยายามดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์  ตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางของพระอมิตาภะ  สวดมนต์สรรเสริญบูชาพระองค์  ทำสมาธิให้เกิดปัญญา  มีใจกรุณา แผ่ส่วนบุญกุศลไปยังสรรพสัตว์ทั้งปวง  ดังปรากฏข้อความในคัมภีร์  “อมิตายุรพุทะนำสมฤติสูตร” หรือ  “มหาสุขาวดียูหสูตร” อาจเกิดสมาธิทำให้มองเห็นภาพของพระอมิตาภะพุทธโพธิสัตว์  และความรื่นรมย์เป็นสุขในพุทธภูมิ คติธรรมดังกล่าวเป็นที่นิยามเสื่อมใสของประชาชนในประเทศต่างๆ เพราะคัมภีร์แนะนำวิธีบรรลุนิพพาน  เข้าถึงพระโพธิสัตว์อย่างง่าย ๆ เป็นต้นว่า การบำเพ็ญทาง ศีลภาวนา  แม้กระทั่งการก่อพระเจดีย์ทราย อุทิศถวายเพื่อบูชาพระตถาคตหรือสร้างสถูปเจดีย์ รูปปฏิมากรรมของพระองค์ขึ้นบูชา  ก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติ

                        ตำนานพงศาวดารลังกา อ้างว่า“พระเจ้าวิษณุราช” เป็นราชโอรสของ  “พระเจ้าศนะภุลละ”  กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศศรีลังกา  ระหว่าง พ.ศ. 1309 ถึงพ.ศ. 1315  นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า พระนามของพระองค์ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกศรีวิชัย  หลักที่ 23  ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า

                        “เมื่อศักราชได้  699 (มหาศักราชตรงกับ พ.ศ. 1318 ) วันคำรบ 11  แห่งศุกลปักษ์เดือนไวศา พระอาทิตย์สู่ราศีกรกฏ  ร่วมพระศุกร  องค์พระศรีวิชยนฤบดีผู้ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาพระราชาทั้งปวง  ดุจดังพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือทวยเทพ  ได้ทรงสร้างพระสถูป พระเจดีย์ทั้งหลายซึ่งมีความงามราวกับว่าเนรมิตขึ้นด้วยแก้วมณี  อันได้คัดเลือกแล้วเฉพาะดีที่สุดในไตรโลก....”

                        การสร้างปราสาทอิฐ 3 องค์  เพื่อประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี พระผู้ผจญมาร (พระพุทธเจ้า) พระโพธิสัตว์วัชรปาณี  อันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อตามคติธรรมในศาสนาพุทธนิกายมหายานอย่างแรงกล้าของพระราชาธิราชศรีวิชัยสมัยนั้น  ทรงอาราธนาพระราชสถวิระ ซื่อ ขยันตะ  ให้เป็นผู้สร้างพระสถูปนั้น  เมื่อท่านได้มรณภาพไปแล้ว ศิษย์ของท่านชื่อ อธิมุกตะ ไดรับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระราชสถวิระแทนที่  ท่านสร้างพระสถูปอิฐขึ้นอีก 2 องค์ ศิลาจารึกศรีวิชัยด้านที่ 2 กล่าวความต่อไปว่า

                        “สวัสดี  พระองค์ทรงเป็นพระราชาธราช  ผู้กำจัดบรรดาอริราชรีเป็นองค์เอกเหมือนดังดวงอาทิตย์  พระองค์เปรียบดังเปรียบดังพระวิษณุ  อันปราศจากมลทินในฤดูร้อน  มีสรีระงามเสมือนพระกามเทพ  ทรงทำลายความหยิ่งผยองของศัตรูทั้งปวง  จนไดรับขนานนามว่า พระวิษณุองค์ที่ 2 โดยพระราชอำนาจของพระองค์ ทรงเป็นต้นกำเนิดแห่งไศเลนทรวงศ์ ทรงพระนามว่า ศรีมหาราชของพระราชาทั้งปวง”

                        ศาสตราจารย์มานิต  วัลลิโภดม  ให้คำอธิบายว่า   “ศรีวิชเยนทรราชา” “ศรีวิชเยนทรภูบดี” “ศรีวิชเยนทรนฤบดี” เป็นพระนามของกษัตริย์ศรีวิชัยไม่ใช่เป็นชื่อของอาณาจักร  ข้อความในศิลาจารึกดังกล่าวบอกให้ทราบว่า  พระองค์ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์ 3 องค์ คือ เจดีย์วัดหัวเวียง  เจดีย์วัดหลง  และเจดีย์วัดแก้ว  ขึ้นที่แหล่งโบราณคดีอำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เมื่อราว พ.ศ. 1318  กษัตริย์พระองค์นี้ทรงพระนามว่า“วิษณุ” และดำรงพระราชอิสริยยศว่า

“ศรีมหาราช” แห่ง“ไศเลนทรวงศ์” ท่านมีความเห็นว่า อาจเป็นที่ตั้งของ “เมืองโฟ-ชิ ” ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้-จิง ซึ่งโดยสารเรือสำเภาของพ่อค้าเปอร์เซียจากเมืองนำไฮ่(กวางตุ้ง) แล่นมาไม่ถึง 20 วัน ก็มาถึงเมืองโฟ-ชินอกจากท่านแวะพำนักศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตอยู่เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว หลังจากท่านเดินทางกลับจากประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ. 1232  แล้วได้แวะพักที่เมืองนี้อีกเพื่อแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นภาษาจีน  ขณะที่หลวงจีนอี้-จิง ลงไปในเรือ เพื่อฝากจดหมายไปยังเมืองกวางตุ้ง บังเอิญลมดีนายเรือจึงออกเดินเรือพาท่านติดไปเมืองกวางตุ้งด้วย ท่านได้ชักชวนพระภิกษุอีก 3 รูป  ออกเดินทางจากเมืองกวางตุ้ง มาช่วยแผลพระคัมภีร์จนถึง พ.ศ. 1235  ท่านได้แต่งหนังสือเรื่อง“ประวัติพระภิกษุนักจาริกจีน” ฝากต้นฉบับหนังสือทั้ง 2 เรื่องไปกับภิกษุต้าสิน  จนกระทั่งพ.ศ. 1238 ท่านจึงเดินทางกลับประเทศจีน  ในขณะนั้น ตาปุ่นตะ หิยัม ศรีชัยนาศะ ปกครองอาณาจักรศรีวิชัย  บนเกาะสุมาตรา  มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองซัมพิ  ทางตะวันออกของเกาะสุมาตรา  และมหาราชปณมกรณะทรงปกครองอาณาจักรศรีวิชัยทางภาคตะวันตกของเมืองชวา

                        ตำนานปรัมปราปุสตกะ  เล่าถึงความเป็นมาเกี่ยวกับการสร้างมหาสถูปบรมพุทธในรัชกาลพระเจ้าวิษณุไว้ว่า  พระอาจารย์มาจากเคาทเทศ(แคว้นเบงกอล)  ในประเทศอินเดีย  มีนามว่า“พระกรุณาการาจารย์” ทูลแนะนำพระวิษณุราชให้ทรงสร้างบารมีธรรมครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อบรรลุความเป็นเทวโพธิสัตว์  ด้วยการสร้างพุทธมลฑปศิลาขนาดมโหฬารขึ้นเป็นศูนย์กลางของพุทธจักรพรรดิ อันเป็นอนุสรณ์แห่งนิพพานธรรม เหนือดินแดนที่แวดล้อมไปด้วยมหาสมุทร และระลอกคลื่นเปรียบดังสระสนานของเหล่าทวยเทพ  ซึ่งไม่มีมหาสถูปใดในโลกนี้จะเปรียบได้ ไว้เป็นเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นอมตะที่ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิทะเลใต้

                        ศรีมหาราชวิษณุ  ทรงเห็นชอบด้วย  พระองค์จึงมอบราชสมบัติให้แก่ราชโอรสเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในกรุงสุวรรณปุระ  พระองค์พร้อมด้วยพระกรุณาการาจารย์  เสด็จนำกองทัพเรือเดินทางไปยังเกาะชวา ซึ่งในเวลานั้น  พระเจ้าปณมกรณะ  ราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอยู่  ส่วนในดินแดนทางภาคตะวันออกของเกาะชวา  พระองค์ได้มอบให้พระเจ้าสญชัย กษัตริย์ชาวพื้นเมืองเป็นผู้ปกครอง เมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างมหาสถูปบรมพุทธนั้น ปรากฏว่ามีข้าศึกยกกองทัพไปยึดกรุงตามพรลิงค์  พระองค์จึงต้องเสด็จกลับไปทำสงครามรบพุ่งแย่งชิงบ้านเมืองกลับคืนมาได้

                        ตำนานการสร้างศาสนาสถานศิลาขนาดมหึมาของชาวสยามขึ้นบนเกาะชวา  เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13  ซึ่งรู้จักกันในนาม“บรมพุทโธ” หรือ“บุโรบุโด” สอดคล้องกับข้อความในศิลาจารึกเกลุรัค  พบที่บริเวณตอนกลางของเกาะชวา  กล่าวถึงมหาราชผู้เป็นดิลกแห่งไศเลนทรวงศ์พระองค์หนึ่ง  ทรงพระนามว่า“อินทร์” ทรงสร้างปราสาทขึ้นประดิษฐานรูปประติมากรรมพระโพธิสัตว์มัญชุศรี  ตามคำแนะนำของราชคุรุผู้มาจากเคาททวีป(บังกลาเทศ) นามว่า

“กุมารโฆษ” เรียกร้องให้พระราชาศรีวิชัยในอนาคต จงช่วยกันคุ้มครองรักษาพุทธสถานแห่งนี้ จารึกพระนามาภิไธยว่า

“มหาราชศรีสงคราม  ธนญชัย” ทรงจารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1325

                        ในเวลาใกล้เคียงกันนั้น มหาราชแห่งไศเลนทรวงศ์อีกพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “มหาราชปัญจปณะ” ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรศรีวิชัยบนเกาะชวาก็ทรงสร้างปราสาทประดิษฐานพระโพธิสัตว์ในทำนองเดียวกันที่เรียกว่า  เจดีย์กาลาสัน  ศิลาจารึกของพระองค์พบที่ปรัมบานัน  บริเวณตอนกลางของเกาะชวา  จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1321 มีข้อความว่า

                        “คุรุแห่งไศเลนทรราชา  สร้างปราสาทประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์พระนางตาราขึ้นโดยพระราชโองการของมหาราชปัญจปณะ  ปณมกรณะผู้เป็นดิลกแห่งไศเลนทรวงศ์  ได้ถวายหมู่บ้านกาลาสะเป็นกัลปนาสงฆ์ขอให้บรรดาไศเลนทรวงศ์ทั้งหลาย  จงช่วยกันดูแลรักษาให้คงอยู่ไปตลอดกาลนาน”

                        นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ราชคุรุนามว่า กุมารโฆษ และคุรุแห่งไศเลนทรราชา ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้มหาราชศรีสงคราม  ธนญชัย กับมหาราชปัญจปณะ ปณมกรณะ สร้างปราสาทประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์ ตามศิลาจารึกดังกล่าว  อาจเป็นบุคคลคนเดียวกับ “พระอาจารย์กรุณาการาจารย์” ที่ทูลแนะนำพระวิษณุราชทรงสร้างมหาเจดีย์บรมพุทธธขึ้นบนเกาะชวา  ดังปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพงศาวดารลังกา เพราะเป็นเหตุการณ์ในสมัยเดียวกัน  ราชครูแห่งไศเลนทรวงศ์ผู้นั้นได้นำเทคโนโลยีชั้นยอดที่แสดงออกถึงความรอบรู้อันสูงส่ง  เชี่ยวชาญในวิชาสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ประติมากรรม  และอัจฉริยาภาพทางศิลปะเป็นเลิศ  เข้ามาเผยแพร่ด้วยการสร้างมหาสถูปศิลาขนาดใหญ่  ตัดยอดเนินเขาวางรากฐานรองรับ  จัดวางเรียงแท่งศิลาที่จำหลักอย่างประณีตชั้นสูง  จากพื้นฐานแผ่กว้างใหญ่รองรับน้ำหนัก  ลดขนาดลงด้วยระเบียงทางเดินไปตามลำดับ จนถึงชั้นที่ 10 มีระยะทางยาวเกือบ 4 กิโลเมตร  ชั้นบนสุดปรับเป็นลาน  ประดับประดาด้วยเจดีย์รายรอบองค์ประธาน  ล้วนอธิบายความหมายหลักธรรมตามคติมหายานตามระเบียงแต่ละชั้น  ประดับแผ่นหินสลักภาพพระโพธิสัตว์ 500 ชาติ 1,460 ภาพ  ภาพศิลาสลักเล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ ท่องเที่ยวไปในนรกสวรรค์อีก 1,212 ภาพ  ตรงจุดกึ่งกลางประดิษฐานเจดีย์ทรงกลมสูง 45 เมตร ล้อมรอบด้วยเจดีย์ราย เพื่อเสริมส่งรูปทรงมหาสถูปอันใหญ่โตมโหฬารให้ลอยสูบงเด่นเป็นสง่า ดุจดังบรรยากา

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Administrator l Global Moderator l Moderator l กลุ่มชมรมพระศรีอริยเมตไตรย์ l ทีมกองทุนพระศรีอารย์ l ผู้สนับสนุนเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงานเว็บพระศรีอารย์ l ทีมงาน DJธรรมะ l สมาชิก l Postสูงสุด แบ่งปัน Share
Copyright (c) 2006-2011
พระศรีอาริย์ l พระศรีอริยเมตไตรย l maitreya l Sitemap